ราคาหุ้นขึ้นไม่ได้แปลว่าเงินในกระเป๋าคุณเพิ่มเท่ากับส่วนต่างราคาเสมอ ก่อนซื้อมีค่าใช้จ่าย ตอนขายก็มีอีกครั้ง และเงินปันผลยังมีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยว ถ้าคิดข้ามรายการใดรายการหนึ่ง กำไรที่เห็นอาจกลายเป็นกำไรที่ไม่มีอยู่จริง
ข่าวดีคือสูตรไม่ได้ซับซ้อน ใช้เครื่องคิดเลขธรรมดาก็พอ
กำไรหุ้นต้องคิดจากเงินรับจริงลบเงินจ่ายจริง
สมมติว่าคุณซื้อหุ้นบริษัท A จำนวน 1,000 หุ้น ราคา 25 บาท แล้วขายที่ 28 บาท มูลค่าซื้อคือ 25,000 บาท มูลค่าขายคือ 28,000 บาท และส่วนต่างราคาคือ 3,000 บาท ตัวเลข 3,000 บาทนี้ยังไม่ใช่ กำไรสุทธิหมายถึงเงินที่เหลือหลังรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะตอนนี้เรายังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายตอนซื้อและตอนขาย
กำไรสุทธิ = เงินขายที่ได้รับจริง - เงินซื้อที่จ่ายจริง
เงินซื้อที่จ่ายจริงเท่ากับมูลค่าหุ้นบวกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนเงินขายที่ได้รับจริงเท่ากับมูลค่าหุ้นลบค่าใช้จ่ายทั้งหมด วิธีนี้จำง่ายกว่าการพยายามท่องสูตรย่อยหลายบรรทัด
ค่าใช้จ่ายที่ต้องใส่ในเครื่องคิดเลข
ค่าคอมมิชชั่นคือเงินที่โบรกเกอร์คิดเมื่อส่งคำสั่งซื้อขาย ส่วน ค่าธรรมเนียมคือค่าใช้บริการตลาดและการชำระรายการ อัตราจริงขึ้นกับผู้ให้บริการและอาจเปลี่ยนได้ จึงต้องเปิดใบยืนยันรายการของบัญชีตัวเองแทนการใช้ตัวเลขจากบทความเก่า
ค่าคอมมิชชั่นแต่ละโบรกเกอร์ตั้งเอง แต่ยังมีอีกก้อนที่ทุกรายคิดเท่ากัน คือค่าธรรมเนียมตลาด 0.005% ค่าธรรมเนียมชำระราคา 0.001% และค่าธรรมเนียมกำกับดูแล 0.001% รวมเป็น 0.007% ของมูลค่ารายการ จากนั้นจึงคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% จากยอดค่าบริการทั้งหมด ข้อมูล ณ 26 กรกฎาคม 2569 จากตารางค่าธรรมเนียมของบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาต
ภาษีมูลค่าเพิ่มคิดจากยอดค่าบริการ ไม่ได้คิดจากมูลค่าหุ้นทั้งก้อน หากใบยืนยันแสดงค่าบริการรวม 40 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.80 บาท ค่าใช้จ่ายฝั่งนั้นคือ 42.80 บาท ไม่ใช่ 40 บาท
เวลาคำนวณให้จด 3 ช่องแยกกัน:
- มูลค่าหุ้น
- ค่าบริการซื้อขายและค่าบริการตลาด
- ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าบริการ
ตัวอย่างกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย
สมมติใบยืนยันรายการซื้อหุ้นบริษัท B จำนวน 500 หุ้น ราคา 40 บาท แสดงเงินจ่ายจริง 20,035 บาท ต่อมาคุณขายทั้งหมดที่ 44 บาท และใบยืนยันแสดงเงินรับจริง 21,962 บาท กำไรสุทธิคือ 21,962 - 20,035 = 1,927 บาท ขณะที่ส่วนต่างราคาก่อนค่าใช้จ่ายคือ 2,000 บาท
ผลตอบแทนสุทธิคิดจาก 1,927 / 20,035 คูณ 100 = 9.62% จุดสำคัญคือใช้เงินจ่ายจริง 20,035 บาทเป็นฐาน ไม่ใช่ใช้แค่มูลค่าหุ้น 20,000 บาท
ถ้าคุณเก็บตัวเลขจากใบยืนยันทุกครั้ง การคำนวณจะตรงกับเงินจริงมากกว่าการเดาอัตราค่าบริการเอง และยังย้อนตรวจได้ว่ารายการใดทำให้ต้นทุนสูงกว่าที่คิด
ราคาคุ้มทุนช่วยตั้งแผนก่อนขาย
ราคาคุ้มทุนคือราคาที่ขายแล้วได้เงินกลับมาเท่ากับต้นทุนทั้งหมดโดยประมาณ สมมติคุณซื้อ 1,000 หุ้น ราคา 10 บาท จ่ายจริงรวม 10,030 บาท และคาดว่าฝั่งขายมีค่าใช้จ่าย 30 บาท คุณต้องได้เงินจากการขายก่อนหักค่าใช้จ่าย 10,060 บาท หรือเฉลี่ย 10.06 บาทต่อหุ้น จึงจะเสมอตัว
ตัวเลขนี้เป็นประมาณการ เพราะค่าใช้จ่ายฝั่งขายอาจเปลี่ยนตามมูลค่ารายการ ทางที่ดีให้เผื่อไว้เล็กน้อยและตรวจยอดจริงหลังรายการจับคู่แล้ว
เงินปันผลต้องดูยอดหลังภาษี
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายหมายถึงเงินภาษีที่ผู้จ่ายกันออกก่อนโอนถึงคุณ สำหรับเงินปันผลจากบริษัทไทย บุคคลธรรมดาถูกหัก 10% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(2)(จ)
สมมติคุณถือ 2,000 หุ้นและบริษัทจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น เงินปันผลก่อนภาษีคือ 1,000 บาท ภาษีที่หักคือ 100 บาท และเงินเข้าบัญชีคือ 900 บาท หากต้องการรวมปันผลในผลตอบแทนพอร์ต ให้ใช้ 900 บาทเป็นเงินรับจริงก่อน แล้วค่อยพิจารณาทางเลือกภาษีประจำปีของตัวเอง
ถ้าถือหุ้นข้ามรอบจ่ายปันผล ผลตอบแทนรวมของรายการนั้นคือกำไรจากส่วนต่างราคาบวกเงินปันผลหลังภาษี หารด้วยเงินจ่ายจริงตอนซื้อ ตัวเลขนี้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเงินในกระเป๋ามากกว่าการดูราคาหุ้นอย่างเดียว
บทความนี้ครอบคลุมเฉพาะภาษีของเงินปันผล ส่วนเกณฑ์ภาษีของกำไรจากการขายหุ้นในตลาด ให้ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนยื่นแบบ
วันที่ขายกับวันที่รับเงินไม่ใช่วันเดียวกัน
ระบบ T+2 คือการส่งมอบเงินและหุ้นในอีก 2 วันทำการหลังวันซื้อขาย ข้อมูลนี้ตรวจสอบล่าสุดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2569 จากคู่มือตลาดประเทศไทยของผู้ให้บริการตลาดสากลเคลียร์สตรีม วันหยุดไม่นับเป็นวันทำการ จึงไม่ควรวางแผนค่าใช้จ่ายจำเป็นโดยคิดว่าเงินสดจะเข้าทันทีที่กดขาย ตัวเลขกำไรบนหน้าจอกับเงินที่ถอนได้จึงเป็นคนละเรื่องกัน หน้าจอบอกผลของราคา ส่วนกำหนดชำระบอกว่าเงินพร้อมใช้เมื่อไร หากต้องจ่ายบิลวันแน่นอน ให้รอเห็นเงินที่ถอนได้จริงก่อนนำไปผูกกับรายจ่ายนั้น ลองจดวันซื้อขาย วันทำการถัดไป และวันที่สองลงในปฏิทิน โดยข้ามเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดตลาด วิธีเล็ก ๆ นี้ช่วยกันการนับวันที่ผิดและทำให้คุณไม่ต้องขายของอื่นมาแก้เงินขาดมือ
ข้อควรระวังก่อนเชื่อว่ารายการนั้นทำกำไร
- อย่าใช้อัตราค่าบริการจากคนอื่น บัญชีและช่องทางส่งคำสั่งอาจคิดไม่เหมือนกัน
- อย่าลืมค่าใช้จ่ายทั้งขาซื้อและขาขาย กำไรเล็ก ๆ หายได้ตรงนี้
- อย่านับเงินปันผลก่อนหักภาษีเป็นเงินที่เข้าบัญชีจริง
- ตรวจวันชำระเงินก่อนนำเงินจากการขายไปวางแผนจ่ายบิล
สรุป
- กำไรสุทธิเท่ากับเงินรับจริงลบเงินจ่ายจริง
- ใช้ใบยืนยันรายการเป็นแหล่งตัวเลข ไม่เดาอัตราค่าใช้จ่าย
- ราคาคุ้มทุนต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งสองฝั่ง
- เงินปันผลเข้าบัญชีหลังถูกหักภาษีแล้ว
- วันขายหุ้นไม่ใช่วันที่เงินสดพร้อมถอนเสมอ
อ่านต่อ
- เลือกโบรกเกอร์จากค่าใช้จ่ายและบริการที่ใช้จริง
- อ่านราคาหุ้นก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย
- เข้าใจเงินปันผลและสิทธิของผู้ถือหุ้น
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณบันทึกพอร์ตหุ้นไทยและดูต้นทุนจริงของทุกตัวที่ถืออยู่ เปิดดูข้อมูลและงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนได้ในหน้าเดียว และเก็บความรู้เพิ่มจากบทเรียนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ระหว่างรอรถติด


