ซื้อหุ้นแล้วได้กำไรจริงเท่าไหร่?
หลายคนคิดว่ากำไรจากหุ้น = ราคาขาย - ราคาซื้อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมี ค่าใช้จ่ายแฝง หลายรายการที่ต้องคิดรวมด้วย ถ้าไม่เข้าใจค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คุณอาจคิดว่าได้กำไร แต่สุดท้ายกลับขาดทุนก็ได้
บทความนี้จะอธิบายค่าใช้จ่ายทุกรายการที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริงหลายกรณี เพื่อให้คุณเข้าใจตัวเลขกำไร-ขาดทุนที่แท้จริง
ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหุ้น
ทุกครั้งที่ซื้อหรือขายหุ้นในตลาด SET จะมีค่าใช้จ่าย 3 รายการหลักที่ถูกคิดโดยอัตโนมัติ:
1. ค่าคอมมิสชั่น (Brokerage Commission)
ค่าคอมมิสชั่นคือค่าตอบแทนที่โบรกเกอร์เรียกเก็บสำหรับการให้บริการเป็นตัวกลางซื้อขายหุ้น ถูกเก็บ ทั้งตอนซื้อและตอนขาย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการซื้อขาย
| ช่องทางการซื้อขาย | อัตราค่าคอมทั่วไป |
|---|---|
| ซื้อขายผ่านแอป/เว็บ (Internet Trading) | 0.10% - 0.15% |
| ซื้อขายผ่านมาร์เก็ตติ้ง (Phone Trading) | 0.20% - 0.25% |
จุดสำคัญที่ต้องรู้: ค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำมักอยู่ที่ 50 บาทต่อครั้ง ไม่ว่ามูลค่าการซื้อขายจะน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณซื้อหุ้นมูลค่า 3,000 บาท ค่าคอม 0.15% จะเท่ากับ 4.50 บาท แต่โบรกเกอร์จะเก็บขั้นต่ำ 50 บาท ซึ่งเท่ากับ 1.67% ของมูลค่า ดังนั้นการซื้อหุ้นจำนวนน้อยมากจะเสียค่าธรรมเนียมเป็นสัดส่วนที่สูง
2. ค่าธรรมเนียมตลาด (Trading Fee + Clearing Fee)
ค่าธรรมเนียมนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน:
- ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Trading Fee) -- ตลาดหลักทรัพย์เก็บ 0.005% ของมูลค่าซื้อขาย
- ค่าธรรมเนียมการชำระราคา (Clearing Fee) -- สำนักหักบัญชีเก็บ 0.001% ของมูลค่าซื้อขาย
รวมค่าธรรมเนียมตลาดทั้งหมด = 0.006% (โดยทั่วไปรวมอยู่ในค่าคอมมิสชั่นแล้ว)
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
VAT คิด 7% ของค่าคอมมิสชั่นและค่าธรรมเนียมตลาด (ไม่ใช่ 7% ของมูลค่าหุ้น) ตัวอย่างเช่น ค่าคอม 100 บาท จะมี VAT = 7 บาท ไม่ใช่คิดจากมูลค่าหุ้นแสนบาท
สูตรคำนวณกำไร-ขาดทุนสุทธิ
สูตรที่ใช้คำนวณคือ:
กำไร/ขาดทุนสุทธิ = เงินที่ได้จากการขาย - ต้นทุนรวมตอนซื้อ
โดยที่:
- ต้นทุนรวมตอนซื้อ = มูลค่าซื้อ + ค่าคอมซื้อ + VAT ตอนซื้อ
- เงินที่ได้จากการขาย = มูลค่าขาย - ค่าคอมขาย - VAT ตอนขาย
หรือเขียนรวมเป็น:
กำไรสุทธิ = (ราคาขาย - ราคาซื้อ) x จำนวนหุ้น - ค่าคอมซื้อ - ค่าคอมขาย - VAT ทั้งหมด
ตัวอย่างการคำนวณ: กรณีได้กำไร
สมมติฐาน:
- ซื้อหุ้น ABC จำนวน 1,000 หุ้น ที่ราคา 25 บาทต่อหุ้น
- ขายหุ้น ABC ที่ราคา 28 บาทต่อหุ้น
- ค่าคอมมิสชั่น 0.15% (ซื้อขายผ่านแอป)
การคำนวณตอนซื้อ:
- มูลค่าซื้อ = 1,000 x 25 = 25,000 บาท
- ค่าคอม = 25,000 x 0.15% = 37.50 บาท แต่เนื่องจากต่ำกว่าขั้นต่ำ จึงปัดเป็น 50 บาท
- VAT = 50 x 7% = 3.50 บาท
- ต้นทุนรวม = 25,000 + 50 + 3.50 = 25,053.50 บาท
การคำนวณตอนขาย:
- มูลค่าขาย = 1,000 x 28 = 28,000 บาท
- ค่าคอม = 28,000 x 0.15% = 42 บาท แต่เนื่องจากต่ำกว่าขั้นต่ำ จึงปัดเป็น 50 บาท
- VAT = 50 x 7% = 3.50 บาท
- เงินที่ได้รับจริง = 28,000 - 50 - 3.50 = 27,946.50 บาท
ผลลัพธ์:
- กำไรสุทธิ = 27,946.50 - 25,053.50 = 2,893 บาท
- กำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย = 3,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายรวม = 107 บาท (คิดเป็น 3.57% ของกำไร)
- ผลตอบแทนสุทธิ = 2,893 / 25,053.50 = 11.55%
ตัวอย่างการคำนวณ: กรณีคิดว่ากำไรแต่จริงๆ ขาดทุน
กรณีนี้สำคัญมากสำหรับมือใหม่ที่ซื้อขายจำนวนน้อย:
สมมติฐาน:
- ซื้อหุ้น DEF จำนวน 100 หุ้น ที่ราคา 30 บาทต่อหุ้น
- ขายหุ้น DEF ที่ราคา 31 บาทต่อหุ้น (ราคาขึ้นมา 1 บาท)
- ค่าคอมมิสชั่น 0.15%
การคำนวณ:
-
มูลค่าซื้อ = 100 x 30 = 3,000 บาท
-
ค่าคอมซื้อ = 3,000 x 0.15% = 4.50 บาท ปัดเป็นขั้นต่ำ 50 บาท
-
VAT ซื้อ = 50 x 7% = 3.50 บาท
-
มูลค่าขาย = 100 x 31 = 3,100 บาท
-
ค่าคอมขาย = 3,100 x 0.15% = 4.65 บาท ปัดเป็นขั้นต่ำ 50 บาท
-
VAT ขาย = 50 x 7% = 3.50 บาท
ผลลัพธ์:
- กำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย = 3,100 - 3,000 = 100 บาท
- ค่าใช้จ่ายรวม = 50 + 3.50 + 50 + 3.50 = 107 บาท
- ขาดทุนสุทธิ = 100 - 107 = -7 บาท
แม้ราคาหุ้นจะขึ้นมา 3.33% แต่เพราะซื้อจำนวนน้อยจนโดนค่าคอมขั้นต่ำ ผลลัพธ์คือ ขาดทุน นี่คือเหตุผลที่การซื้อหุ้นจำนวนน้อยมากจะเสียเปรียบเรื่องค่าธรรมเนียม
ตัวอย่างการคำนวณ: กรณีมูลค่าสูง
สมมติฐาน:
- ซื้อหุ้น GHI จำนวน 5,000 หุ้น ที่ราคา 50 บาทต่อหุ้น
- ขายหุ้น GHI ที่ราคา 55 บาทต่อหุ้น
- ค่าคอมมิสชั่น 0.15%
การคำนวณ:
-
มูลค่าซื้อ = 5,000 x 50 = 250,000 บาท
-
ค่าคอมซื้อ = 250,000 x 0.15% = 375 บาท (สูงกว่าขั้นต่ำ ใช้ค่าจริง)
-
VAT ซื้อ = 375 x 7% = 26.25 บาท
-
มูลค่าขาย = 5,000 x 55 = 275,000 บาท
-
ค่าคอมขาย = 275,000 x 0.15% = 412.50 บาท
-
VAT ขาย = 412.50 x 7% = 28.88 บาท
ผลลัพธ์:
- กำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย = 275,000 - 250,000 = 25,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายรวม = 375 + 26.25 + 412.50 + 28.88 = 842.63 บาท
- กำไรสุทธิ = 25,000 - 842.63 = 24,157.37 บาท
- ค่าใช้จ่ายคิดเป็นเพียง 3.37% ของกำไร
สังเกตว่าเมื่อมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้น สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อกำไรจะลดลง ทำให้การลงทุนคุ้มค่ากว่าการซื้อจำนวนน้อย
จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คำนวณอย่างไร
การรู้จุดคุ้มทุนจะช่วยให้คุณรู้ว่าราคาหุ้นต้องขึ้นอย่างน้อยเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน:
จุดคุ้มทุน = ราคาซื้อ + (ค่าใช้จ่ายรวมทั้งซื้อและขาย / จำนวนหุ้น)
ตัวอย่าง:
- ซื้อหุ้น 1,000 หุ้นที่ 25 บาท (มูลค่า 25,000 บาท)
- ค่าคอมซื้อ = 50 บาท (ขั้นต่ำ) + VAT 3.50 = 53.50 บาท
- ค่าคอมขาย (ประมาณ) = 50 บาท (ขั้นต่ำ) + VAT 3.50 = 53.50 บาท
- ค่าใช้จ่ายรวม = 107 บาท
- จุดคุ้มทุน = 25 + (107 / 1,000) = 25.107 บาท
ราคาหุ้นต้องขึ้นอย่างน้อย 0.107 บาท (0.43%) ถึงจะเริ่มได้กำไร
แต่ถ้าซื้อแค่ 100 หุ้นที่ 25 บาท (มูลค่า 2,500 บาท):
- ค่าใช้จ่ายรวม = 107 บาท (เท่าเดิม เพราะโดนค่าคอมขั้นต่ำทั้งคู่)
- จุดคุ้มทุน = 25 + (107 / 100) = 26.07 บาท
ราคาหุ้นต้องขึ้นถึง 4.28% ถึงจะเริ่มได้กำไร ซึ่งถือว่าสูงมาก
ภาษีจากการลงทุนหุ้น
กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain)
สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET และ mai) ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ จากกำไรที่ได้จากการขายหุ้น นี่เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สำคัญมากที่รัฐบาลให้เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุน
ข้อยกเว้นที่ต้องระวัง:
- กรณีนิติบุคคลต้องนำกำไรจากการขายหุ้นไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
- กรณีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ อาจต้องเสียภาษีตามกฎหมายของประเทศนั้น
เงินปันผล (Dividend)
เงินปันผลถูก หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ก่อนเข้าบัญชี เช่น ถ้าบริษัทประกาศจ่ายปันผล 1 บาทต่อหุ้น คุณมี 1,000 หุ้น จะได้ปันผล 1,000 บาท แต่ถูกหักภาษี 100 บาท เข้าบัญชีจริง 900 บาท
| รายการ | อัตราภาษี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| กำไรจากขายหุ้น | ไม่เสียภาษี | เฉพาะบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาด SET |
| เงินปันผล | หัก ณ ที่จ่าย 10% | สามารถเลือกวิธีเสียภาษีได้ |
ทางเลือกในการเสียภาษีเงินปันผล
สำหรับเงินปันผล คุณมี 2 ทางเลือก:
ทางเลือกที่ 1: หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วจบ (Final Tax)
- ให้โบรกเกอร์หักภาษี 10% แล้วไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี
- เหมาะกับ: คนที่มีรายได้สูง (อัตราภาษีเงินได้มากกว่า 10%) เพราะจ่ายภาษีน้อยกว่าการนำไปรวมคำนวณ
ทางเลือกที่ 2: นำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี พร้อมเครดิตภาษี
- นำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน
- เหมาะกับ: คนที่มีรายได้ไม่สูงมาก (อัตราภาษีเงินได้ต่ำกว่า 10%) เพราะอาจได้คืนภาษี
- การคำนวณเครดิตภาษีค่อนข้างซับซ้อน ต้องดูอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่จ่ายปันผลด้วย
คำแนะนำ: ถ้ารายได้ต่อปีไม่เกิน 500,000 บาท ลองคำนวณดูว่าทางเลือกที่ 2 จะได้คืนภาษีหรือไม่ แต่ถ้าไม่แน่ใจ ทางเลือกที่ 1 เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด
T+2 คืออะไร? เงินเข้าบัญชีเมื่อไหร่?
เมื่อคุณขายหุ้น เงินจะ ไม่เข้าบัญชีทันที ตลาดหลักทรัพย์ไทยใช้ระบบ T+2 (Trade Date + 2 วันทำการ) ในการชำระราคา
- T (Trade Date) -- วันที่คำสั่งขายสำเร็จ
- T+1 -- วันทำการถัดไป (ระบบกำลังดำเนินการชำระราคา)
- T+2 -- เงินชำระเข้าบัญชีธนาคารของคุณ
ตัวอย่างการนับ T+2:
| วันที่ขายหุ้น | วันที่เงินเข้าบัญชี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| วันจันทร์ | วันพุธ | นับ 2 วันทำการปกติ |
| วันอังคาร | วันพฤหัสบดี | นับ 2 วันทำการปกติ |
| วันพุธ | วันศุกร์ | นับ 2 วันทำการปกติ |
| วันพฤหัสบดี | วันจันทร์ (สัปดาห์ถัดไป) | ข้ามเสาร์-อาทิตย์ |
| วันศุกร์ | วันอังคาร (สัปดาห์ถัดไป) | ข้ามเสาร์-อาทิตย์ |
สิ่งที่ต้องระวัง:
- วันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่นับเป็นวันทำการ ดังนั้นถ้ามีวันหยุดคั่น เงินจะเข้าช้ากว่าปกติ
- ในกรณีที่ใช้บัญชีแบบ Cash Balance เงินจะกลับมาเป็นวงเงินซื้อได้ทันทีหลังขาย (ไม่ต้องรอ T+2)
- T+2 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย
Lot Size คืออะไร?
ในตลาดหุ้นไทย การซื้อขายหุ้นต้องเป็นจำนวนที่หารด้วย 100 ลงตัว โดย 1 Lot = 100 หุ้น
ซื้อได้: 100, 200, 300, 500, 1,000 หุ้น (เป็น Lot เต็ม)
ซื้อไม่ได้ในกระดานปกติ: 50, 150, 250 หุ้น (ไม่เป็น Lot เต็ม)
กระดาน Odd Lot
สำหรับการซื้อขายหุ้นที่ไม่ถึง 100 หุ้น หรือไม่เป็น Lot เต็ม ต้องซื้อขายใน กระดาน Odd Lot ซึ่งมีข้อแตกต่างจากกระดานปกติ:
- สภาพคล่องต่ำกว่ามาก เพราะมีผู้ซื้อขายน้อย
- ราคาอาจต่างจากกระดานปกติ มักได้ราคาที่ด้อยกว่า
- ใช้สำหรับกรณีที่ได้หุ้นไม่เต็ม Lot จากการ Split หุ้น หรือจากสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน
Tick Size (ช่วงราคาขั้นต่ำ)
นอกจาก Lot Size แล้ว ตลาด SET ยังกำหนด Tick Size หรือช่วงราคาขั้นต่ำที่ราคาหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งแตกต่างกันตามระดับราคาหุ้น:
| ช่วงราคาหุ้น | Tick Size |
|---|---|
| น้อยกว่า 2 บาท | 0.01 บาท |
| 2 - 5 บาท | 0.02 บาท |
| 5 - 10 บาท | 0.05 บาท |
| 10 - 25 บาท | 0.10 บาท |
| 25 - 100 บาท | 0.25 บาท |
| 100 - 200 บาท | 0.50 บาท |
| 200 - 400 บาท | 1.00 บาท |
| 400 - 800 บาท | 2.00 บาท |
| มากกว่า 800 บาท | 4.00 บาท |
Tick Size มีผลต่อการคำนวณกำไรด้วย เช่น หุ้นราคา 50 บาท (Tick Size = 0.25 บาท) ราคาจะขึ้นลงครั้งละ 0.25 บาท หรือ 0.50% ต่อ Tick
เงินขั้นต่ำที่ต้องมีเพื่อเริ่มลงทุน
ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องมีเงินขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะลงทุนได้ แต่ในทางปฏิบัติ มูลค่าขั้นต่ำขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่ต้องการซื้อ:
| ระดับราคาหุ้น | เงินที่ต้องใช้ (100 หุ้น) | ตัวอย่างหุ้น |
|---|---|---|
| หุ้นราคาต่ำ 2-5 บาท | 200 - 500 บาท | หุ้นขนาดเล็ก หุ้นเก็งกำไร |
| หุ้นราคากลาง 20-50 บาท | 2,000 - 5,000 บาท | หุ้นทั่วไปหลายตัว |
| หุ้นราคาสูง 100-200 บาท | 10,000 - 20,000 บาท | หุ้นขนาดใหญ่บางตัว |
| หุ้นราคาสูงมาก 500+ บาท | 50,000+ บาท | หุ้น Blue Chip บางตัว |
ควรเริ่มต้นด้วยเงินเท่าไหร่?
คำแนะนำสำหรับมือใหม่: เริ่มต้นด้วยเงิน 5,000-10,000 บาท ก็เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ เหตุผลคือ:
- ซื้อหุ้นราคากลางได้ 1-2 ตัว พอที่จะเรียนรู้กระบวนการซื้อขายจริง
- ถ้าขาดทุน ก็ไม่เจ็บตัวมาก ถือเป็นค่าเรียน
- มีเงินเพียงพอที่ค่าคอมขั้นต่ำจะไม่เป็นสัดส่วนที่สูงเกินไป
สิ่งที่ต้องระวัง: อย่าใช้เงินที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาลงทุน ใช้เฉพาะ เงินเย็น ที่ถ้าขาดทุนหมดก็ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิต
สูตรคำนวณผลตอบแทนที่ควรรู้
ผลตอบแทนจากราคาหุ้น (Capital Gain Yield)
(ราคาขาย - ราคาซื้อ) / ราคาซื้อ x 100%
ตัวอย่าง: ซื้อที่ 25 บาท ขายที่ 28 บาท = (28-25)/25 x 100% = 12%
ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield)
เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น x 100%
ตัวอย่าง: หุ้นราคา 100 บาท จ่ายปันผล 5 บาท = 5/100 x 100% = 5%
ผลตอบแทนรวม (Total Return)
Capital Gain Yield + Dividend Yield
ตัวอย่าง: หุ้นราคาขึ้น 12% + ปันผล 5% = ผลตอบแทนรวม 17% (ก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษี)
สรุป: สิ่งที่ต้องจำ
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ค่าคอมมิสชั่น | 0.10%-0.15% (แอป) ขั้นต่ำ 50 บาท เก็บทั้งซื้อและขาย |
| ค่าธรรมเนียมตลาด | 0.006% (รวมในค่าคอมแล้ว) |
| VAT | 7% ของค่าคอมและค่าธรรมเนียม |
| ภาษีกำไรจากขาย | ไม่เสียภาษี (บุคคลธรรมดา) |
| ภาษีเงินปันผล | หัก ณ ที่จ่าย 10% |
| การชำระเงิน | T+2 (2 วันทำการ) |
| ซื้อขั้นต่ำ | 100 หุ้น (1 Lot) |
เคล็ดลับสำคัญ: ก่อนซื้อหุ้นทุกครั้ง ให้คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนเสมอ ยิ่งซื้อจำนวนน้อย ราคาต้องขึ้นมากกว่าถึงจะได้กำไรจริง การเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของการซื้อขายหุ้นจะช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสขาดทุนจากค่าธรรมเนียมที่มองไม่เห็น
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณติดตามพอร์ตหุ้น วิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และเรียนรู้การลงทุนผ่านบทเรียนและแบบทดสอบ ดาวน์โหลดแอปฟรีบน App Store วันนี้