คุณเปิดงบของบริษัทสองแห่งที่กำไรใกล้กัน แห่งแรกแทบไม่มีหนี้ แต่อีกแห่งกู้เงินมาขยายโรงงานจนยอดหนี้มากกว่าเงินของเจ้าของหลายเท่า ถ้าดูแค่กำไร ทั้งคู่ดูน่าสนใจพอกัน แต่ความเสี่ยงที่ผู้ถือหุ้นรับไว้ไม่เท่ากันเลย
ตรงนี้คือหน้าที่ของอัตราส่วนหนี้ มันไม่ได้บอกว่าหุ้นดีหรือแย่ในคำเดียว แต่มันช่วยให้คุณเห็นว่ากำไรที่กำลังดูอยู่นั้นยืนอยู่บนเงินของเจ้าของหรือเงินที่ยืมมา
D/E บอกว่าบริษัทพึ่งเงินกู้มากแค่ไหน
D/E (อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของเจ้าของ) คือการนำหนี้ทั้งหมดมาเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น (เงินที่เป็นของเจ้าของบริษัทหลังหักหนี้แล้ว) ถ้าค่า D/E เท่ากับ 1 บริษัทมีหนี้ 1 บาทต่อทุนของเจ้าของ 1 บาท ถ้าค่าเท่ากับ 2 บริษัทมีหนี้ 2 บาทต่อทุน 1 บาท
สมมติบริษัท A มีหนี้สิน 60,000 บาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 40,000 บาท ค่า D/E เท่ากับ 60,000 / 40,000 = 1.5 เท่า ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่คำตัดสิน คุณต้องรู้ต่อว่าบริษัทกู้ไปทำอะไร จ่ายดอกเบี้ยไหวไหม และหนี้กำลังเพิ่มเร็วกว่ากำไรหรือเปล่า
D/E = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น
ถ้าคุณยังไม่คุ้นกับตำแหน่งของตัวเลขสองก้อนนี้ ให้เริ่มจาก วิธีหาหนี้ ทุน และเงินสดในรายงานบริษัท ก่อน แล้วค่อยกลับมาคำนวณ จะเห็นภาพเร็วกว่าการจำสูตรลอย ๆ
อ่านค่าเดียวไม่พอ ต้องดูทิศทางด้วย
ค่า 1.5 เท่าในปีเดียวอาจดูไม่น่ากังวล แต่ถ้าสามปีก่อนอยู่ที่ 0.4 เท่า ปีก่อน 0.9 เท่า และปีนี้ 1.5 เท่า ภาพที่ได้คือบริษัทเร่งก่อหนี้ คุณต้องตามต่อว่าเงินกู้นั้นสร้างยอดขายหรือกำไรกลับมาแล้วหรือยัง
ในทางกลับกัน ค่า D/E ที่ลดจาก 2.0 เท่าเหลือ 1.2 เท่าไม่ได้ดีเสมอ บริษัทอาจขายทรัพย์สินเพื่อคืนหนี้เพราะธุรกิจหลักมีปัญหา หรืออาจเพิ่มทุนจนฐานทุนใหญ่ขึ้น ตัวเลขดีขึ้นเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันมาก
ลองวางข้อมูลอย่างน้อยสามปีติดกัน:
| ปี | หนี้สิน | ส่วนของผู้ถือหุ้น | D/E |
|---|---|---|---|
| ปี 1 | 40,000 บาท | 50,000 บาท | 0.8 เท่า |
| ปี 2 | 55,000 บาท | 50,000 บาท | 1.1 เท่า |
| ปี 3 | 75,000 บาท | 50,000 บาท | 1.5 เท่า |
ตารางนี้บอกว่าหนี้เพิ่ม 35,000 บาท ขณะที่ทุนเจ้าของคงที่ 50,000 บาท ถ้ากำไรและเงินสดจากการดำเนินงานไม่โตตาม ภาระดอกเบี้ยอาจเริ่มกินพื้นที่ของผู้ถือหุ้น
หนี้สูงอาจมีเหตุผล แต่ต้องเห็นเงินที่งอกกลับมา
ธุรกิจโรงไฟฟ้า สื่อสาร หรือโครงสร้างพื้นฐานมักต้องใช้เงินก้อนใหญ่ก่อนมีรายได้ การเห็นหนี้สูงจึงไม่พอให้สรุปว่าบริษัทอ่อนแอ คุณต้องเทียบกับบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกัน และดูว่าสินทรัพย์ที่สร้างจากหนี้เริ่มทำเงินหรือยัง
สมมติบริษัท B กู้เพิ่ม 50,000 บาท ทำให้หนี้รวมเป็น 100,000 บาท ทุนเจ้าของ 50,000 บาท และ D/E ขยับจาก 1.0 เป็น 2.0 เท่า หากโรงงานใหม่ทำให้เงินสดจากธุรกิจเพิ่มจาก 8,000 เป็น 20,000 บาทต่อปี ภาพต่างจากบริษัทที่กู้เท่ากันแต่เงินสดยังอยู่ที่ 8,000 บาทอย่างชัดเจน
คำถามที่ใช้ได้จริงมีสามข้อ:
- เงินกู้ใหม่ไปอยู่ในโรงงาน สาขา หรือโครงการที่สร้างรายได้หรือไม่
- กำไรโตพร้อมเงินสดจากธุรกิจหรือโตแค่ในบัญชี
- บริษัทมีหนี้ก้อนใหญ่ครบกำหนดในช่วงที่ธุรกิจกำลังอ่อนตัวหรือไม่
D/E เท่าไรถึงเรียกว่าสูง ขึ้นกับธุรกิจที่ทำ
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ตัดสินได้ทุกบริษัท ธนาคารรับเงินฝากจากลูกค้า และเงินฝากก้อนนั้นถูกบันทึกเป็นหนี้สินในงบ ค่า D/E ของธนาคารจึงสูงกว่าธุรกิจทั่วไปมากโดยโครงสร้าง ไม่ได้แปลว่าธนาคารอันตรายกว่าร้านอาหารข้างบ้าน
ส่วนธุรกิจที่ใช้คนและซอฟต์แวร์เป็นหลักมักไม่ต้องกู้มาก เพราะไม่มีของหนักให้ลงทุนตั้งแต่ต้น ค่าที่ต่ำจึงเป็นเรื่องปกติของกลุ่มนี้ ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าผู้บริหารเก่งกว่าคนอื่น
วิธีที่ใช้ได้จริงคือเปิดค่าของบริษัทที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันหลายแห่งมาวางเรียงกัน แล้วดูว่าบริษัทที่คุณสนใจอยู่ตรงไหนของกลุ่ม ตัวที่หลุดออกจากกลุ่มไปไกลคือตัวที่ต้องหาคำอธิบายก่อน ไม่ใช่ตัวที่ต้องรีบสรุปว่าดีหรือแย่
ใช้ D/E คู่กับกำไรและเงินสด
หนี้ทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นดูดีขึ้นได้ เพราะบริษัทใช้เงินเจ้าของน้อยลงเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจ ROE คืออัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ซึ่งบอกว่าบริษัททำกำไรจากเงินของเจ้าของได้เท่าไร ถ้า ROE สูงขึ้นพร้อม D/E ที่พุ่งแรง คุณต้องแยกให้ออกว่าฝีมือธุรกิจดีขึ้นจริง หรือเพียงใช้หนี้ช่วยขยายตัวเลข
ต่อมาคือกระแสเงินสด (เงินสดที่ไหลเข้าและออกจริง) บริษัทอาจรายงานกำไร แต่ยังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ขณะที่ดอกเบี้ยต้องจ่ายตามกำหนด การอ่าน D/E จึงควรเดินคู่กับเงินสดจากธุรกิจและยอดดอกเบี้ยเสมอ
ตัวอย่างสมมติ บริษัท C มีกำไร 15,000 บาท เงินสดจากธุรกิจ 18,000 บาท และดอกเบี้ย 3,000 บาท ส่วนอีกบริษัทหนึ่งมีกำไร 15,000 บาท เงินสดจากธุรกิจ 5,000 บาท และดอกเบี้ย 7,000 บาท แม้กำไรเท่ากัน 15,000 บาท บริษัทหลังมีพื้นที่รับความผิดพลาดน้อยกว่ามาก
เครื่องมือที่ใช้คู่กันบ่อยคือการเทียบกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี กับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดนั้น ยิ่งกำไรก้อนนี้ใหญ่กว่าดอกเบี้ยมากเท่าไร บริษัทก็ยิ่งมีที่ว่างให้พลาดมากขึ้น ถ้าสองก้อนใกล้กันจนแทบเท่ากัน ปีที่ยอดขายสะดุดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้จ่ายดอกเบี้ยได้ไม่ครบ
อ่าน D/E จากงบแบบเป็นขั้นตอน
เปิดงบล่าสุดแล้วทำตามลำดับนี้:
- หาหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นจากหน้าสรุปฐานะของบริษัท
- คำนวณ D/E ของปีล่าสุด แล้วทำย้อนหลังอย่างน้อยสามปี
- อ่านหมายเหตุประกอบงบเพื่อดูว่าหนี้เพิ่มจากรายการใด และครบกำหนดเมื่อไร
- เทียบกับบริษัทในธุรกิจใกล้กัน ไม่เทียบธนาคารกับร้านค้าปลีก
- กลับมาดูเงินสดจากธุรกิจ กำไร และดอกเบี้ยที่จ่ายจริง
ถ้าตัวเลขในงบดูดีแต่คำอธิบายของผู้บริหารไม่ตอบว่าหนี้เพิ่มเพราะอะไร ให้เปิด รายงานประจำปี 56-1 เพื่อไล่ที่มาของเงินกู้และแผนลงทุน เพิ่มอีกชั้น
หนี้ทั้งหมดกับหนี้ที่มีดอกเบี้ยให้ภาพต่างกัน
คำว่าหนี้สินรวมในงบนับทุกอย่างที่บริษัทต้องจ่ายคืน ทั้งเงินกู้ธนาคาร หุ้นกู้ เจ้าหนี้การค้า และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย แต่เจ้าหนี้การค้าคือเครดิตปกติที่คู่ค้าให้กันอยู่แล้ว ไม่มีดอกเบี้ยเดินอยู่ข้างหลัง
คนที่อ่านงบบ่อยจึงคำนวณอีกค่าหนึ่งควบคู่ไป โดยใช้เฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ค่าที่ได้จะต่ำกว่าแบบรวมหนี้ทั้งหมด และสะท้อนภาระที่ต้องจ่ายจริงในแต่ละงวดได้ตรงกว่า ถ้าสองค่านี้ห่างกันมาก แปลว่าหนี้ส่วนใหญ่มาจากการค้าขายตามปกติ ไม่ใช่เงินที่กู้มา
ข้อควรระวังก่อนใช้ D/E ตัดสินหุ้น
- อย่าตั้งเส้นตายเดียวให้ทุกธุรกิจ ค่า 1.5 เท่าอาจปกติในธุรกิจที่รายได้สม่ำเสมอ แต่หนักเกินไปสำหรับธุรกิจที่ยอดขายเหวี่ยง
- ส่วนของผู้ถือหุ้นที่เล็กผิดปกติทำให้ค่าเด้งแรง ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมจนทุนเหลือน้อย D/E อาจสูงมากแม้หนี้ไม่ได้เพิ่ม
- หนี้นอกงบสรุปอาจซ่อนรายละเอียดสำคัญ อ่านหมายเหตุเรื่องสัญญาเช่า ภาระค้ำประกัน และหนี้ที่ครบกำหนด
- ตัวเลขต่ำไม่แปลว่าบริหารดีเสมอ บริษัทอาจไม่กู้เพราะไม่มีโครงการที่สร้างผลตอบแทน หรือเข้าถึงเงินทุนไม่ได้
สรุป
- D/E เปรียบเทียบหนี้สินรวมกับเงินของเจ้าของบริษัท
- ดูแนวโน้มอย่างน้อยสามปี ไม่อ่านปีล่าสุดโดด ๆ
- หนี้ที่เพิ่มควรตามมาด้วยรายได้ กำไร หรือเงินสดที่ดีขึ้น
- เทียบกับธุรกิจใกล้กัน เพราะโครงสร้างหนี้แต่ละอุตสาหกรรมต่างกัน ธนาคารสูงกว่าโดยธรรมชาติ
- แยกหนี้ที่มีดอกเบี้ยออกจากเจ้าหนี้การค้า เพื่อเห็นภาระที่ต้องจ่ายจริง
- อ่าน ROE เงินสดจากธุรกิจ และภาระดอกเบี้ยประกอบทุกครั้ง
อ่านต่อ
- ROE สูงเพราะธุรกิจดีหรือเพราะใช้หนี้มาก
- เปรียบเทียบหนี้กับทุนในบัญชีต่อหุ้น
- เลือกวิธีวิเคราะห์หุ้นให้เข้ากับเป้าหมาย
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณบันทึกพอร์ตหุ้นไทยและดูต้นทุนจริงของทุกตัวที่ถืออยู่ เปิดดูข้อมูลและงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนได้ในหน้าเดียว และเก็บความรู้เพิ่มจากบทเรียนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ระหว่างรอรถติด


