ทำไมต้องเข้าใจการอ่านราคาหุ้น?
ก่อนที่จะซื้อหุ้นได้ คุณต้องเข้าใจ กระดานราคา หรือ Quote Board ให้ได้ก่อน เพราะตัวเลขเหล่านี้บอกคุณว่าตอนนี้หุ้นซื้อขายกันที่ราคาเท่าไหร่ มีคนต้องการซื้อ-ขายที่ราคาใดบ้าง และตลาดกำลังมีบรรยากาศเป็นอย่างไร
การอ่านกระดานราคาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่มีรายละเอียดหลายอย่างที่นักลงทุนมือใหม่มักสับสน บทความนี้จะอธิบายทุกคำศัพท์และทุกตัวเลขบนกระดานราคาอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย
กระดานราคาหุ้น (Quote Board) คืออะไร?
กระดานราคาหุ้นคือหน้าจอที่แสดงข้อมูลการซื้อขายของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งนักลงทุนสามารถดูได้ผ่านแอปพลิเคชันของโบรกเกอร์หรือเว็บไซต์ข้อมูลหุ้น โดยทั่วไปกระดานราคาจะแสดงข้อมูลหลักๆ ดังนี้
- ราคาซื้อขายปัจจุบันและราคาเปลี่ยนแปลง
- คำสั่งซื้อ (Bid) และคำสั่งขาย (Offer) ที่รอดำเนินการ
- ปริมาณและมูลค่าการซื้อขาย
- ราคาสูงสุด ต่ำสุด เพดาน และพื้น
ราคาพื้นฐานที่ต้องรู้
Last Price (ราคาล่าสุด)
ราคาที่มีการซื้อขายจริงครั้งล่าสุด คือราคา "ปัจจุบัน" ของหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้อ้างอิง เมื่อมีคนพูดว่า "หุ้น XYZ ราคา 50 บาท" นั่นหมายถึง Last Price
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Last Price ไม่ใช่ราคาที่คุณจะซื้อหรือขายได้เสมอไป เพราะเป็นราคาในอดีต (แม้จะเป็นอดีตเพียงเสี้ยววินาที) ราคาที่คุณจะซื้อหรือขายได้จริงขึ้นอยู่กับ Bid และ Offer ในขณะนั้น
Prior (ราคาปิดวันก่อนหน้า)
ราคาปิดของวันซื้อขายก่อนหน้า เป็นราคาฐานที่ใช้คำนวณการเปลี่ยนแปลงของราคาในวันนี้ รวมถึงใช้คำนวณ Ceiling และ Floor ด้วย
Open (ราคาเปิด)
ราคาที่หุ้นถูกซื้อขายเป็นครั้งแรกในวันนั้น ตลาดเปิดเวลา 10:00 น. ราคาเปิดถูกกำหนดโดยระบบ Call Auction ซึ่งรวบรวมคำสั่งซื้อขายทั้งหมดที่ส่งเข้ามาในช่วง Pre-Open (ตั้งแต่ 09:30 น.) แล้วคำนวณหาราคาที่ทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายมากที่สุด
หมายเหตุ: ราคาเปิดอาจแตกต่างจากราคาปิดวันก่อนอย่างมาก หากมีข่าวสำคัญเกิดขึ้นหลังตลาดปิด เช่น บริษัทประกาศงบดีเกินคาด หรือมีข่าวลบออกมา
Close (ราคาปิด)
ราคาปิดของวันซื้อขาย คำนวณจากระบบ Call Auction ในช่วง 16:30 น. เช่นเดียวกับการคำนวณราคาเปิด ราคาปิดมีความสำคัญมากเพราะใช้เป็นฐานในการคำนวณ Ceiling และ Floor ของวันถัดไป รวมถึงเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค
High / Low (ราคาสูงสุด / ต่ำสุด)
- High คือราคาสูงสุดที่มีการซื้อขายจริงในวันนั้น
- Low คือราคาต่ำสุดที่มีการซื้อขายจริงในวันนั้น
ช่วงห่างระหว่าง High กับ Low บอกให้รู้ถึง ความผันผวนของราคาในวันนั้น ถ้า High กับ Low อยู่ใกล้กัน แสดงว่าราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ถ้าห่างกันมาก แสดงว่ามีแรงซื้อและแรงขายกดดันกันอย่างรุนแรง
Change และ %Change (การเปลี่ยนแปลง)
- Change คือผลต่างระหว่าง Last Price กับ Prior (ราคาปิดวันก่อน) หน่วยเป็นบาท
- %Change คือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับราคาปิดวันก่อน
ตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น XYZ ปิดเมื่อวานที่ 50 บาท และตอนนี้ Last Price อยู่ที่ 52 บาท จะได้ Change = +2.00 และ %Change = +4.00%
Bid และ Offer คืออะไร?
นี่คือหัวใจของการซื้อขายหุ้นที่นักลงทุนทุกคนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้
Bid (ราคาเสนอซื้อ)
ราคาสูงสุดที่ ผู้ซื้อ ยินดีจ่ายในขณะนั้น กระดานราคาจะแสดง Bid หลายระดับ โดย Bid 1 คือราคาเสนอซื้อสูงสุด ตามด้วย Bid 2, Bid 3 ที่ราคาต่ำลงไปเรื่อยๆ
ถ้าคุณอยากขายหุ้นทันทีโดยไม่ต้องรอ คุณต้องตั้งราคาขายที่ Bid 1 หรือต่ำกว่า
Offer (ราคาเสนอขาย)
ราคาต่ำสุดที่ ผู้ขาย ยินดีขายในขณะนั้น กระดานราคาจะแสดง Offer หลายระดับ โดย Offer 1 คือราคาเสนอขายต่ำสุด ตามด้วย Offer 2, Offer 3 ที่ราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ถ้าคุณอยากซื้อหุ้นทันทีโดยไม่ต้องรอ คุณต้องตั้งราคาซื้อที่ Offer 1 หรือสูงกว่า
ตัวอย่างกระดาน Bid/Offer
| ราคา | จำนวน (หุ้น) | |
|---|---|---|
| Offer 3 | 32.75 บาท | 5,000 |
| Offer 2 | 32.50 บาท | 8,000 |
| Offer 1 | 32.25 บาท | 3,000 |
| Bid 1 | 32.00 บาท | 10,000 |
| Bid 2 | 31.75 บาท | 6,000 |
| Bid 3 | 31.50 บาท | 4,000 |
จากตัวอย่างนี้สามารถอ่านได้ว่า
- ถ้าคุณต้องการ ซื้อทันที ราคาถูกสุดที่ซื้อได้คือ 32.25 บาท (Offer 1) โดยมีหุ้นรอขาย 3,000 หุ้น
- ถ้าคุณต้องการ ขายทันที ราคาดีสุดที่ขายได้คือ 32.00 บาท (Bid 1) โดยมีผู้ซื้อรออยู่ 10,000 หุ้น
- ฝั่ง Bid 1 มีจำนวน 10,000 หุ้น ซึ่งมากกว่าฝั่ง Offer 1 ที่มี 3,000 หุ้น แสดงว่า แรงซื้อหนาแน่นกว่าแรงขาย ในระดับราคานี้
Spread คืออะไร?
Spread คือช่องว่างระหว่าง Bid 1 กับ Offer 1 ในตัวอย่างข้างต้น Spread = 32.25 - 32.00 = 0.25 บาท
- Spread แคบ แสดงว่าหุ้นมีสภาพคล่องสูง ผู้ซื้อและผู้ขายเสนอราคาใกล้เคียงกัน มักเกิดในหุ้นขนาดใหญ่
- Spread กว้าง แสดงว่าหุ้นมีสภาพคล่องต่ำ ผู้ซื้อและผู้ขายเสนอราคาห่างกันมาก มักเกิดในหุ้นขนาดเล็กที่มีปริมาณการซื้อขายน้อย
Volume และ Value คืออะไร?
Volume (ปริมาณการซื้อขาย)
จำนวนหุ้นที่ถูกซื้อขายในวันนั้น หน่วยเป็น หุ้น Volume เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญมากในการวิเคราะห์หุ้น
- Volume สูงผิดปกติ อาจบ่งบอกว่ามีข่าวหรือเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น หรือมีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาซื้อขาย
- Volume ต่ำ แสดงว่านักลงทุนไม่ค่อยสนใจหุ้นตัวนี้ หรือตลาดอยู่ในช่วงเงียบ
- Volume สูงพร้อมราคาขึ้น มักเป็นสัญญาณที่ดี แสดงว่ามีแรงซื้อจริงจังเข้ามา
- Volume สูงพร้อมราคาลง มักเป็นสัญญาณเตือน แสดงว่ามีแรงขายหนัก
Value (มูลค่าการซื้อขาย)
มูลค่ารวมของการซื้อขายในวันนั้น หน่วยเป็น บาท คำนวณจากราคาคูณจำนวนหุ้นในแต่ละรายการซื้อขาย
ตัวอย่าง: ถ้าหุ้น XYZ มี Volume 1,000,000 หุ้น และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท Value จะอยู่ที่ประมาณ 50,000,000 บาท (50 ล้านบาท)
Value มีประโยชน์ในการดูว่ามีเม็ดเงินจริงๆ ไหลเข้ามาในหุ้นตัวนี้มากน้อยแค่ไหน หุ้นราคาถูกอาจมี Volume สูงแต่ Value ต่ำ ขณะที่หุ้นราคาแพงอาจมี Volume ต่ำแต่ Value สูง
Ceiling และ Floor คืออะไร?
เพื่อป้องกันราคาหุ้นผันผวนรุนแรงเกินไปในวันเดียว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด ขอบเขตราคาสูงสุดและต่ำสุด ที่หุ้นสามารถซื้อขายได้ในแต่ละวัน
Ceiling (ราคาเพดาน)
ราคาสูงสุดที่หุ้นสามารถซื้อขายได้ในวันนั้น คำนวณจาก
Ceiling = ราคาปิดวันก่อน x 1.30 (ขึ้นได้สูงสุด 30%)
Floor (ราคาพื้น)
ราคาต่ำสุดที่หุ้นสามารถซื้อขายได้ในวันนั้น คำนวณจาก
Floor = ราคาปิดวันก่อน x 0.70 (ลงได้สูงสุด 30%)
ตัวอย่าง: ถ้าหุ้น XYZ ปิดที่ 100 บาท เมื่อวาน
- Ceiling วันนี้ = 100 x 1.30 = 130 บาท
- Floor วันนี้ = 100 x 0.70 = 70 บาท
- หุ้นจะซื้อขายได้เฉพาะในช่วง 70 - 130 บาทเท่านั้น
กรณีที่หุ้นขึ้น Ceiling หรือลง Floor
- หุ้นขึ้น Ceiling (Ceiling Hit) หมายความว่าราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงสุดจนถึงเพดานที่กำหนด มักเกิดจากข่าวดีอย่างมาก เช่น ผลประกอบการดีเกินคาด หรือมีข่าวการควบรวมกิจการ
- หุ้นลง Floor (Floor Hit) หมายความว่าราคาหุ้นร่วงลงจนถึงพื้นที่กำหนด มักเกิดจากข่าวร้ายรุนแรง เช่น บริษัทเกิดปัญหาทางการเงินหรือมีคดีความสำคัญ
Tick Size (ช่วงราคา) คืออะไร?
Tick Size คือหน่วยขั้นต่ำที่ราคาหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตลาดหลักทรัพย์ไทยกำหนด Tick Size ไว้แตกต่างกันตามระดับราคาหุ้น ดังนี้
| ช่วงราคาหุ้น | Tick Size |
|---|---|
| ต่ำกว่า 2 บาท | 0.01 บาท |
| 2 - 5 บาท | 0.02 บาท |
| 5 - 10 บาท | 0.05 บาท |
| 10 - 25 บาท | 0.10 บาท |
| 25 - 100 บาท | 0.25 บาท |
| 100 - 200 บาท | 0.50 บาท |
| 200 - 400 บาท | 1.00 บาท |
| 400 - 800 บาท | 2.00 บาท |
| 800 บาทขึ้นไป | 4.00 บาท |
ตัวอย่าง: ถ้าหุ้นราคา 32 บาท (อยู่ในช่วง 25-100 บาท) ราคาถัดไปที่เปลี่ยนแปลงได้คือ 32.25 หรือ 31.75 บาท จะตั้งราคาที่ 32.10 หรือ 32.15 บาท ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับ Tick Size
การเข้าใจ Tick Size มีความสำคัญเพราะช่วยให้ตั้งราคาซื้อขายได้ถูกต้อง หากตั้งราคาไม่ตรง Tick Size ระบบจะปฏิเสธคำสั่งนั้น
สีของราคาบนกระดานหมายความว่าอย่างไร?
แอปพลิเคชันโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ใช้สีในการแสดงสถานะของราคาหุ้น
- สีเขียว หมายความว่าราคาปรับตัว สูงขึ้น เมื่อเทียบกับราคาปิดวันก่อน
- สีแดง หมายความว่าราคาปรับตัว ลดลง เมื่อเทียบกับราคาปิดวันก่อน
- สีเหลือง หรือสีขาว หมายความว่าราคา ไม่เปลี่ยนแปลง จากราคาปิดวันก่อน
- สีฟ้าอมม่วง (Cyan/Magenta) ในบางแอป ใช้แสดงราคาที่ Ceiling หรือ Floor
หมายเหตุ: สีอาจแตกต่างกันในแต่ละแอปโบรกเกอร์ ให้ตรวจสอบกับแอปที่คุณใช้
Par Value (มูลค่าที่ตราไว้) คืออะไร?
Par Value คือมูลค่าของหุ้นที่กำหนดไว้ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่เกี่ยวข้องกับราคาตลาดในปัจจุบัน ในไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ 1 บาท หรือ 5 บาท ต่อหุ้น แต่บางบริษัทอาจมี Par Value แตกต่างออกไป เช่น 0.50 บาท หรือ 10 บาท
Par Value มีผลต่อจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท เช่น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ถ้า Par Value = 1 บาท จะมีหุ้นทั้งหมด 1,000 ล้านหุ้น แต่ถ้า Par Value = 10 บาท จะมีหุ้นเพียง 100 ล้านหุ้น
ประเภทคำสั่งซื้อขายที่ควรรู้
เมื่อเข้าใจกระดานราคาแล้ว ควรรู้จักคำสั่งซื้อขายพื้นฐานด้วย
Limit Order (คำสั่งแบบระบุราคา)
ผู้ลงทุนกำหนดราคาที่ต้องการซื้อหรือขายเอง ระบบจะจับคู่เมื่อมีคำสั่งตรงข้ามที่ราคาตรงกันหรือดีกว่า
- ข้อดี: ควบคุมราคาได้ ไม่ซื้อแพงหรือขายถูกเกินที่ตั้งไว้
- ข้อเสีย: อาจไม่ได้ซื้อขายหากราคาไม่ถึงที่ตั้งไว้
Market Order (ATO/ATC)
- ATO (At the Open) คำสั่งให้ซื้อหรือขายที่ราคาเปิด ส่งได้เฉพาะช่วง Pre-Open
- ATC (At the Close) คำสั่งให้ซื้อหรือขายที่ราคาปิด ส่งได้เฉพาะช่วง Pre-Close
Market Price Order (MP)
คำสั่งให้ซื้อหรือขายที่ราคาตลาด ณ ขณะนั้น โดยระบบจะจับคู่กับราคา Bid หรือ Offer ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ข้อดีคือได้ซื้อขายทันที แต่ข้อเสียคืออาจได้ราคาที่ไม่ตรงตามที่คาด โดยเฉพาะหุ้นที่สภาพคล่องต่ำ
เทคนิคการอ่านกระดานราคาสำหรับมือใหม่
1. ดูภาพรวมก่อน
เริ่มจากดู Last Price และ %Change เพื่อรู้ว่าหุ้นกำลังขึ้นหรือลง แล้วดู Volume เทียบกับค่าเฉลี่ยว่ามีปริมาณการซื้อขายมากหรือน้อยกว่าปกติ
2. ดูแรงซื้อแรงขาย
เปรียบเทียบจำนวนหุ้นในฝั่ง Bid กับ Offer ถ้าฝั่ง Bid มีจำนวนหุ้นรวมมากกว่า Offer อย่างชัดเจน แสดงว่ามีแรงซื้อรองรับ ในทางกลับกัน ถ้าฝั่ง Offer หนาแน่นกว่า แสดงว่ามีแรงขายกดดัน
3. ดู Spread
ถ้า Spread กว้าง ให้ระวังเรื่องสภาพคล่อง อาจซื้อแพงกว่าที่ควรหรือขายถูกกว่าที่ตั้งใจ
4. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของกระดาน
กระดานราคาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในระหว่างวันซื้อขาย การสังเกตว่าจำนวนหุ้นในฝั่ง Bid หรือ Offer เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว อาจบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายใหญ่
สรุปคำศัพท์สำคัญบนกระดานราคาหุ้น
| คำศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
| Last | ราคาล่าสุดที่ซื้อขายจริง |
| Prior | ราคาปิดวันก่อนหน้า |
| Open | ราคาเปิดของวัน |
| High / Low | ราคาสูงสุด / ต่ำสุดของวัน |
| Bid | ราคาที่ผู้ซื้อเสนอ |
| Offer | ราคาที่ผู้ขายเสนอ |
| Spread | ส่วนต่างระหว่าง Bid กับ Offer |
| Volume | จำนวนหุ้นที่ซื้อขายทั้งวัน |
| Value | มูลค่าการซื้อขายทั้งวัน (บาท) |
| Ceiling | ราคาเพดาน (+30% จากราคาปิดวันก่อน) |
| Floor | ราคาพื้น (-30% จากราคาปิดวันก่อน) |
| Tick Size | หน่วยขั้นต่ำของการเปลี่ยนแปลงราคา |
| Par Value | มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น |
คำแนะนำสำหรับมือใหม่: ไม่จำเป็นต้องจำทุกอย่างในคราวเดียว เริ่มจากทำความเข้าใจ Last Price, Bid/Offer, Volume และ Ceiling/Floor ก่อน เมื่อคุ้นเคยกับการดูกระดานราคาแล้ว ค่อยเรียนรู้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม การฝึกดูกระดานราคาจริงๆ ทุกวันจะช่วยให้เข้าใจได้เร็วที่สุด
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณติดตามพอร์ตหุ้น วิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และเรียนรู้การลงทุนผ่านบทเรียนและแบบทดสอบ ดาวน์โหลดแอปฟรีบน App Store วันนี้