ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคืออะไร?
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Stock Exchange of Thailand) หรือที่เรียกย่อว่า SET คือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดที่นักลงทุนสามารถซื้อและขายหุ้นของบริษัทต่างๆ ได้อย่างโปร่งใสและมีระเบียบ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ประวัติความเป็นมาโดยย่อ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 โดยก่อนหน้านั้นประเทศไทยเคยมี "ตลาดหุ้นกรุงเทพ" (Bangkok Stock Exchange) ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเอกชนที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2505 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร รัฐบาลจึงจัดตั้ง SET ขึ้นมาแทนในรูปแบบองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานสากล
ปัจจุบัน SET มีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 800 บริษัท และมีมูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) หลายสิบล้านล้านบาท ถือเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน
บทบาทและหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้มีหน้าที่แค่เป็น "ที่ซื้อขายหุ้น" เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญหลายประการ ได้แก่
- เป็นแหล่งระดมทุน ให้บริษัทสามารถนำหุ้นมาขายเพื่อหาเงินไปขยายธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากธนาคารเพียงอย่างเดียว
- เป็นแหล่งลงทุน ให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำเงินออมไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร
- กำกับดูแลการซื้อขาย ให้เป็นไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
- เผยแพร่ข้อมูล ของบริษัทจดทะเบียนให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
- พัฒนาความรู้ ด้านการเงินและการลงทุนให้กับประชาชน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น SET e-Learning และ Happy Money Happy Retirement
SET คืออะไร?
SET (Stock Exchange of Thailand) คือตลาดหลักทรัพย์หลักของไทย เหมาะสำหรับ บริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่มีผลประกอบการมั่นคงและผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ค่อนข้างเข้มงวด
เงื่อนไขการเข้าจดทะเบียนใน SET (เบื้องต้น)
- ทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท
- มีกำไรสุทธิต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ปีย้อนหลัง และส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก
- ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 1,000 ราย และถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของทุนชำระแล้ว
- มีระบบการควบคุมภายในที่ดี และมีคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee)
- งบการเงินต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.
กลุ่มอุตสาหกรรมใน SET
บริษัทจดทะเบียนใน SET ถูกจัดกลุ่มออกเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group) ได้แก่
- เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro and Food Industry) เช่น CPF, TU
- สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) เช่น BEAUTY, OCC
- ธุรกิจการเงิน (Financials) เช่น SCB, KBANK, BBL
- สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) เช่น SCC, PTTGC
- อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property and Construction) เช่น LH, AP
- ทรัพยากร (Resources) เช่น PTT, GULF, GPSC
- บริการ (Services) เช่น AOT, CPALL, MINT, BDMS
- เทคโนโลยี (Technology) เช่น DELTA, ADVANC, TRUE
การจัดกลุ่มอุตสาหกรรมช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันได้สะดวกขึ้น และยังช่วยในการกระจายพอร์ตการลงทุนอีกด้วย
mai คืออะไร?
mai (Market for Alternative Investment) คือตลาดหลักทรัพย์สำหรับ บริษัทขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง แต่อาจยังไม่มีขนาดใหญ่พอที่จะเข้าจดทะเบียนใน SET ได้ ตลาด mai ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2541 เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุนได้
เงื่อนไขการเข้าจดทะเบียนใน mai (เบื้องต้น)
- ทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
- เงื่อนไขด้านกำไรยืดหยุ่นกว่า SET สามารถแสดงศักยภาพการเติบโตแทนการมีกำไรต่อเนื่องได้
- ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 300 ราย
- ต้องมีที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) ช่วยดูแลอย่างน้อย 2 ปีหลังจดทะเบียน
ลักษณะเด่นของบริษัทใน mai
บริษัทใน mai มักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจาก SET อย่างชัดเจน
- อยู่ในช่วงเติบโต ธุรกิจยังอยู่ในช่วงขยายตัว รายได้และกำไรอาจยังไม่สม่ำเสมอ แต่มีแนวโน้มที่ดี
- อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ มักเป็นธุรกิจเทคโนโลยี สุขภาพ นวัตกรรม หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ใหม่ของโลก
- มีเจ้าของเดิมถือหุ้นในสัดส่วนสูง ทำให้หุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด (Free Float) ค่อนข้างน้อย
- สภาพคล่องต่ำกว่า SET ปริมาณการซื้อขายต่อวันน้อยกว่า ทำให้ราคาอาจผันผวนรุนแรง
การย้ายจาก mai ไปสู่ SET
บริษัทที่จดทะเบียนใน mai สามารถ "เลื่อนชั้น" ไปจดทะเบียนใน SET ได้ หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ของ SET ในทางกลับกัน บริษัทใน SET ที่มีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์อาจถูกย้ายลงมาอยู่ใน mai หรืออาจถูกเพิกถอนออกจากตลาดได้
สรุปความแตกต่างระหว่าง SET และ mai
| รายการ | SET | mai |
|---|---|---|
| ขนาดบริษัท | กลาง-ใหญ่ | เล็ก-กลาง |
| ทุนชำระแล้วขั้นต่ำ | 300 ล้านบาท | 50 ล้านบาท |
| ผู้ถือหุ้นรายย่อยขั้นต่ำ | 1,000 ราย | 300 ราย |
| เงื่อนไขกำไร | เข้มงวด ต้องมีกำไรต่อเนื่อง | ยืดหยุ่น เน้นศักยภาพการเติบโต |
| ระดับความเสี่ยง | ต่ำถึงปานกลาง | ปานกลางถึงสูง |
| สภาพคล่อง | สูง ซื้อขายง่าย | ต่ำกว่า อาจซื้อขายยากในบางตัว |
| โอกาสเติบโต | มั่นคง ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ | สูง แต่ไม่แน่นอน |
| จำนวนบริษัท | 800+ | 200+ |
| การครอบคลุมของนักวิเคราะห์ | มีนักวิเคราะห์ติดตามจำนวนมาก | มีนักวิเคราะห์ติดตามน้อย |
ดัชนีสำคัญที่นักลงทุนควรรู้
SET Index
SET Index คือดัชนีราคาหุ้นที่ใช้วัดภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทยทั้งหมด คำนวณจากราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนทุกบริษัทใน SET โดยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (Market Capitalization Weighted) ใช้วันฐาน 30 เมษายน 2518 โดยกำหนดค่าฐานไว้ที่ 100 จุด
- เมื่อ SET Index ปรับตัวขึ้น หมายความว่าภาพรวมราคาหุ้นในตลาดปรับตัวสูงขึ้น
- เมื่อ SET Index ปรับตัวลง หมายความว่าภาพรวมราคาหุ้นในตลาดปรับตัวลดลง
SET50 Index และ SET100 Index
- SET50 Index คำนวณจากหุ้น 50 ตัวที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดและมีสภาพคล่องมากที่สุด ถือเป็นตัวแทนของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาด
- SET100 Index คำนวณจากหุ้น 100 ตัวที่มีมูลค่าตลาดและสภาพคล่องสูง ครอบคลุมกว้างกว่า SET50
ดัชนีเหล่านี้มีความสำคัญเพราะเป็นดัชนีอ้างอิงของกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) หลายตัว
mai Index
mai Index คือดัชนีที่วัดภาพรวมของตลาด mai โดยเฉพาะ คำนวณจากราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนใน mai ทั้งหมด ใช้สำหรับติดตามแนวโน้มของหุ้นขนาดเล็กในตลาดไทย
ดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Index)
นอกจากดัชนีภาพรวมแล้ว ยังมีดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ดัชนีกลุ่มธนาคาร ดัชนีกลุ่มพลังงาน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดกำลังมีแนวโน้มที่ดีหรือไม่ดี
เวลาทำการซื้อขาย
ตลาดหลักทรัพย์ไทยเปิดทำการในวันจันทร์ถึงศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) โดยแบ่งช่วงเวลาออกเป็น
| ช่วงเวลา | รายละเอียด |
|---|---|
| 09:30 - 10:00 น. | Pre-Open (เช้า) รับคำสั่งซื้อขาย |
| 10:00 - 12:30 น. | ช่วงเช้า (Morning Session) |
| 12:30 - 14:00 น. | พักกลางวัน (ไม่มีการซื้อขาย) |
| 14:00 - 14:30 น. | Pre-Open (บ่าย) รับคำสั่งซื้อขาย |
| 14:30 - 16:30 น. | ช่วงบ่าย (Afternoon Session) |
นอกจากนี้ยังมีช่วง Pre-Open ก่อนเปิดตลาดทั้งเช้าและบ่าย ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ แต่ยังไม่มีการจับคู่จนกว่าจะถึงเวลาเปิดตลาด ระบบจะใช้วิธีคำนวณราคาเปิดแบบ Call Auction เพื่อหาราคาที่ทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายมากที่สุด
หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
นักลงทุนควรรู้จักหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย
- ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุนทั้งระบบ ออกกฎเกณฑ์ และคุ้มครองนักลงทุน
- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบการซื้อขาย ดูแลบริษัทจดทะเบียน และเผยแพร่ข้อมูล
- บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายหุ้น นักลงทุนต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก่อนจึงจะสามารถซื้อขายหุ้นได้
- สำนักหักบัญชี (Thailand Clearing House - TCH) ทำหน้าที่ชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มจากตลาดไหน?
สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ เริ่มจากหุ้นใน SET เนื่องจากเหตุผลหลายประการ
- ข้อมูลโปร่งใสและหาง่าย บริษัทขนาดใหญ่ใน SET มีนักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ติดตามและออกบทวิเคราะห์เป็นประจำ ทำให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากมาย
- สภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อหรือขายไม่ออก ราคาไม่กระโดดมากเกินไป
- ความผันผวนต่ำกว่า หุ้นขนาดใหญ่มักมีราคาไม่ผันผวนรุนแรงเท่าหุ้นขนาดเล็ก เหมาะกับนักลงทุนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการรับความเสี่ยง
- มีเงินปันผลสม่ำเสมอ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างผลตอบแทนระหว่างรอราคาหุ้นปรับตัวขึ้น
เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นและเข้าใจการวิเคราะห์หุ้นดีแล้ว ค่อยขยับมาศึกษาหุ้นใน mai ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าเช่นกัน
ข้อควรระวังในการลงทุนหุ้น mai
- อย่าทุ่มเงินทั้งหมดในหุ้น mai ตัวเดียว เนื่องจากความเสี่ยงสูง ควรกระจายการลงทุน
- ระวังสภาพคล่อง หุ้น mai บางตัวมีปริมาณการซื้อขายต่ำมาก อาจขายออกได้ยากเมื่อต้องการ
- ศึกษาข้อมูลให้ละเอียด เนื่องจากมีนักวิเคราะห์ติดตามน้อย นักลงทุนต้องวิเคราะห์ด้วยตนเองมากขึ้น
- ระวังการปั่นหุ้น หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำอาจถูกกลุ่มทุนบางกลุ่มเข้ามาปั่นราคาได้ง่ายกว่า
บทสรุป
ตลาดหลักทรัพย์ไทยประกอบด้วยสองตลาดหลักที่ทำหน้าที่เสริมซึ่งกันและกัน SET เปรียบเสมือนเวทีของบริษัทที่เติบโตเต็มที่แล้ว มีความมั่นคง และมีผลประกอบการที่พิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนาน ขณะที่ mai เปรียบเสมือนเวทีของบริษัทดาวรุ่งที่ยังอยู่ในช่วงเติบโต มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงกว่า
ไม่ว่าจะเลือกลงทุนในตลาดใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ทำความเข้าใจธุรกิจของบริษัทที่สนใจ และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
สรุปสั้นสำหรับมือใหม่: SET คือตลาดใหญ่สำหรับบริษัทที่มั่นคง mai คือตลาดสำหรับบริษัทที่กำลังเติบโต หากเพิ่งเริ่มต้น ให้เริ่มศึกษาจากหุ้นใน SET ก่อน แล้วค่อยขยายขอบเขตไปยัง mai เมื่อมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณติดตามพอร์ตหุ้น วิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และเรียนรู้การลงทุนผ่านบทเรียนและแบบทดสอบ ดาวน์โหลดแอปฟรีบน App Store วันนี้