คุณเปิดหน้าหุ้นตัวหนึ่งแล้วเห็นค่า 8 เท่า ข้าง ๆ กันอีกตัวอยู่ที่ 24 เท่า ตัวแรกดูถูกกว่าทันที แต่ก่อนตัดสินใจ ต้องถามต่อว่ากำไรที่ใช้คำนวณยังทำซ้ำได้ไหม และสองบริษัทหาเงินแบบเดียวกันหรือเปล่า
P/E (ราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น) ช่วยตั้งคำถามเรื่องราคาได้เร็ว แต่ไม่ใช่ป้ายเฉลยว่าหุ้นตัวไหนถูกหรือแพง
P/E บอกว่าคุณจ่ายกี่บาทต่อกำไร 1 บาท
P/E คืออัตราส่วนราคาต่อกำไร (ตัวเลขที่เทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น) สมมติบริษัท A มีราคาหุ้น 40 บาท และมีกำไรต่อหุ้น 4 บาท ค่า P/E เท่ากับ 40 / 4 = 10 เท่า พูดแบบไม่ใช้ศัพท์คือ คุณกำลังจ่าย 10 บาทเพื่อซื้อส่วนแบ่งกำไรปีล่าสุด 1 บาท
คำว่า กำไรสุทธิ คือกำไรที่เหลือหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ย และภาษีแล้ว เมื่อนำกำไรส่วนนี้หารด้วยจำนวนหุ้น จะได้กำไรต่อหุ้นที่ใช้เป็นตัวหารในสูตร หน้าจอข้อมูลหุ้นหลายแห่งเขียนค่านี้ย่อว่า EPS ก็คือกำไรต่อหุ้นในชื่อภาษาอังกฤษนั่นเอง
P/E = ราคาหุ้น / กำไรต่อหุ้น
ตัวเลข 10 เท่าไม่ได้แปลว่าจะคืนทุนใน 10 ปีจริง เพราะกำไรปีหน้าอาจโต ลด หรือขาดทุน และบริษัทอาจเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อแทนการจ่ายออกมาให้ผู้ถือหุ้น
ลองคำนวณจากเงินลงทุนก้อนเล็ก
สมมติบริษัท A มีหุ้น 10 ล้านหุ้น ทำกำไรทั้งปี 50 ล้านบาท และราคาหุ้นอยู่ที่ 25 บาท กำไรต่อหุ้นเท่ากับ 50 ล้านบาท / 10 ล้านหุ้น = 5 บาท จากนั้น P/E เท่ากับ 25 / 5 = 5 เท่า
ถ้าคุณมีเงิน 10,000 บาท ซื้อที่ราคา 25 บาทได้ 400 หุ้น ส่วนแบ่งกำไรตามตัวเลขปีล่าสุดคือ 400 คูณ 5 = 2,000 บาท ตัวอย่างนี้มีไว้แปลอัตราส่วนให้เห็นเป็นเงิน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับเงิน 2,000 บาทเข้าบัญชี เพราะบริษัทอาจจ่ายปันผลเพียงบางส่วนหรือไม่จ่ายเลย
ลองอีกกรณี บริษัท B ราคา 60 บาท มีกำไรต่อหุ้น 3 บาท ค่า P/E คือ 20 เท่า เงิน 30,000 บาทซื้อได้ 500 หุ้น และส่วนแบ่งกำไรตามปีล่าสุดคือ 500 คูณ 3 = 1,500 บาท บริษัท B จึงมีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับกำไรปัจจุบัน แต่ตลาดอาจกำลังคาดว่ากำไรของ B จะโตเร็วกว่าบริษัท A
นี่คือเหตุผลที่การหยุดดูแค่เลขต่ำหรือสูงยังไม่พอ
ค่าเดียวกันแปลไม่เหมือนกันในคนละธุรกิจ
ร้านค้าปลีกที่เปิดสาขาเพิ่มได้ต่อเนื่องอาจมี P/E สูงกว่าธุรกิจที่ยอดขายขึ้นลงตามรอบสินค้า นักลงทุนยอมจ่ายต่างกันเพราะมองอนาคตของกำไรไม่เหมือนกัน การเทียบจึงควรเริ่มจากบริษัทที่หาเงินคล้ายกันและอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
ก่อนเทียบ ลองอ่านว่า โมเดลธุรกิจคือวิธีที่บริษัทหาลูกค้า สร้างรายได้ และแบกรับต้นทุน อย่างไร ถ้าบริษัทหนึ่งขายสมาชิกแบบรายเดือน แต่อีกบริษัทรับงานโครงการเป็นครั้ง ๆ ความสม่ำเสมอของกำไรย่อมต่างกัน แม้ทั้งคู่จะถูกจัดไว้ในหมวดใกล้กัน
วิธีดูแบบไม่รีบสรุปมีอยู่สามชั้น:
- เทียบกับบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกัน ไม่ใช่เทียบทั้งตลาด
- เทียบกับค่าเดิมของบริษัทหลายช่วง เพื่อดูว่าราคาหรือกำไรเป็นตัวที่เปลี่ยน
- อ่านที่มาของกำไรล่าสุด โดยเฉพาะรายการที่ไม่ได้เกิดจากการขายสินค้าปกติ
P/E ย้อนหลังกับ P/E คาดการณ์ใช้กำไรคนละชุด
ค่าที่เห็นบนหน้าจอส่วนใหญ่คือ P/E ย้อนหลัง ซึ่งใช้กำไรที่เกิดขึ้นจริงของสี่ไตรมาสล่าสุดเป็นตัวหาร ข้อดีคือเป็นตัวเลขที่ผ่านการรับรองมาแล้ว คุณตามกลับไปหาที่มาในงบได้ทุกบรรทัด ข้อเสียคือถ้าธุรกิจเพิ่งเปลี่ยนไปมาก เช่น ปิดสาขาที่ขาดทุนหรือเพิ่งเริ่มเดินโรงงานใหม่ กำไรชุดเดิมก็สะท้อนกำลังทำเงินของปีนี้ได้ไม่ครบ
ส่วน P/E คาดการณ์ใช้กำไรที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ล่วงหน้า จึงมองไปข้างหน้ามากกว่า แต่เป็นการประมาณการที่พลาดได้ ก่อนเทียบหุ้นสองตัว ให้ดูก่อนว่าเลขทั้งคู่มาจากฐานเดียวกันหรือไม่ เพราะการเอาค่าย้อนหลังของตัวหนึ่งไปเทียบกับค่าคาดการณ์ของอีกตัวจะได้ข้อสรุปที่เอียงตั้งแต่ต้น
ตัวเลขนี้ดูได้จากหน้าข้อมูลหุ้นบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์และแอปของโบรกเกอร์ แต่ละที่อาจอัปเดตคนละรอบ จึงควรดูวันที่ของข้อมูลก่อนนำมาเทียบกัน
กำไรเปลี่ยนนิดเดียว P/E เปลี่ยนได้มาก
สมมติราคาหุ้นคงอยู่ที่ 40 บาท ปีแรกกำไรต่อหุ้น 4 บาท จึงมี P/E 10 เท่า ปีถัดมากำไรลดเหลือ 2 บาท แม้ราคายังไม่ขยับ ค่า P/E จะกระโดดเป็น 20 เท่าทันที
กลับกัน ถ้าบริษัทขายที่ดินแล้วมีกำไรพิเศษ กำไรต่อหุ้นอาจเพิ่มจาก 2 บาทเป็น 5 บาทชั่วคราว ที่ราคา 40 บาท P/E จะลดจาก 20 เท่าเหลือ 8 เท่า หน้าจอดูเหมือนหุ้นถูกลง ทั้งที่ธุรกิจหลักอาจไม่ได้ดีขึ้นเลย
จุดนี้ควรเปิด งบการเงิน คือรายงานที่เล่าว่าบริษัททำกำไร มีของและหนี้เท่าไร และเงินสดไหลอย่างไร แล้วแยกกำไรจากการทำธุรกิจปกติออกจากรายการครั้งเดียว ถ้ากำไรติดลบ P/E มักใช้แปลความหมายไม่ได้ อย่าเอาค่าติดลบไปเรียงแล้วสรุปว่าต่ำที่สุดคือดีที่สุด
ใช้ P/E เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจหุ้น
เมื่อเจอหุ้นที่ P/E ต่ำกว่าบริษัทใกล้เคียง ให้เริ่มด้วยคำถามว่า “ตลาดกังวลอะไรอยู่” อาจเป็นยอดขายที่กำลังหด หนี้ที่หนัก หรือกำไรปีล่าสุดสูงผิดปกติ ถ้าหาคำตอบไม่ได้ ตัวเลขต่ำยังไม่ใช่ส่วนลด
สาเหตุที่พบบ่อยเวลาเห็นเลขต่ำผิดปกติ:
- กำไรปีล่าสุดมีรายการพิเศษก้อนใหญ่ปนอยู่
- ธุรกิจกำลังหดตัว ตลาดจึงคิดว่ากำไรปีหน้าจะน้อยลงกว่านี้
- หนี้หนักจนส่วนที่เหลือถึงผู้ถือหุ้นไม่แน่นอน แม้ยอดขายยังอยู่
- เป็นธุรกิจที่กำไรขึ้นลงตามรอบ ช่วงกำไรสูงสุดของรอบมักเป็นช่วงที่ค่านี้ดูต่ำที่สุดพอดี
เมื่อเจอ P/E สูง ให้ถามกลับว่า “กำไรต้องโตแค่ไหนราคานี้จึงสมเหตุผล” คุณไม่จำเป็นต้องทำนายตัวเลขเป๊ะ แค่ลองจำลองให้เห็นภาระของความคาดหวัง เช่น ราคาหุ้น 50 บาท กำไรต่อหุ้น 2 บาท เท่ากับ P/E 25 เท่า ถ้ากำไรเพิ่มเป็น 4 บาทและราคาคงเดิม ค่า P/E จะลดเหลือ 12.5 เท่า แต่ถ้ากำไรไม่โต ราคาที่จ่ายก็ยังผูกกับกำไรเพียง 2 บาท
เลขสูงมีเหตุผลรองรับได้เหมือนกัน เช่น กำไรยังโตต่อเนื่องหลายปี ธุรกิจมีจุดแข็งที่คู่แข่งลอกยาก หรือรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอแม้เศรษฐกิจแกว่ง สิ่งที่ต้องเช็กคือเหตุผลนั้นยังเป็นจริงอยู่ไหมในงบล่าสุด
P/E จึงเหมาะกับการคัดคำถาม มากกว่าคัดคำตอบ
ข้อควรระวังก่อนใช้ P/E ตัดสินราคา
- อย่าเทียบต่างธุรกิจแล้วเรียงจากต่ำไปสูง เพราะรูปแบบกำไรและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน
- กำไรพิเศษทำให้ P/E ต่ำชั่วคราว เปิดหมายเหตุประกอบงบก่อนเชื่อเลขบนหน้าจอ
- บริษัทที่ขาดทุนไม่มีฐานกำไรบวกให้เทียบ ค่า P/E จึงไม่ช่วยในช่วงนั้น
- ตัวเลขย้อนหลังไม่รับรองกำไรข้างหน้า ถ้าธุรกิจเปลี่ยน สมมติฐานเดิมก็ต้องเปลี่ยน
- P/E ต่ำอาจสะท้อนปัญหาที่ตลาดเห็นแล้ว ไม่ใช่โอกาสที่คนอื่นมองข้ามเสมอ
สรุป
- P/E แปลว่าคุณจ่ายกี่บาทต่อกำไร 1 บาทของบริษัท
- เลขต่ำไม่ได้แปลว่าถูก และเลขสูงไม่ได้แปลว่าแพงโดยอัตโนมัติ
- เทียบกับธุรกิจใกล้เคียงและเทียบหลายช่วงเวลา
- แยกกำไรปกติออกจากกำไรครั้งเดียวก่อนคำนวณ
- ใช้ P/E เพื่อสร้างคำถาม แล้วอ่านธุรกิจและงบต่อ
อ่านต่อ
- ดูราคาหุ้นเทียบกับฐานเงินสุทธิของบริษัท
- ดูว่าบริษัทใช้เงินของเจ้าของสร้างกำไรได้แค่ไหน
- อ่านโมเดลธุรกิจก่อนเชื่ออัตราส่วน
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณบันทึกพอร์ตหุ้นไทยและดูต้นทุนจริงของทุกตัวที่ถืออยู่ เปิดดูข้อมูลและงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนได้ในหน้าเดียว และเก็บความรู้เพิ่มจากบทเรียนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ระหว่างรอรถติด


