
ซื้อหุ้นครั้งแรกที่ 10 บาท ครั้งถัดมาที่ 8 บาท หลายคนหยิบสองราคามาบวกแล้วหารสอง ได้ต้นทุน 9 บาททันที วิธีนี้ถูกก็ต่อเมื่อซื้อจำนวนหุ้นเท่ากันทั้งสองครั้ง ถ้าครั้งหลังซื้อเยอะกว่า ต้นทุนของคุณจะใกล้ 8 บาทมากกว่า
เริ่มจากยอดเงินที่จ่ายกับจำนวนหุ้นที่ได้รับ แล้วค่อยหารครับ
ต้นทุนเฉลี่ยหุ้นคือต้นทุนทั้งหมดหารด้วยจำนวนหุ้น
ต้นทุนเฉลี่ยต่อหุ้นบอกว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นตัวนั้นตกหุ้นละเท่าไร หากยังไม่เคยขายออกและไม่มีรายการเปลี่ยนจำนวนหุ้น คุณคำนวณได้จากต้นทุนการซื้อทั้งหมดหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ได้รับ การบันทึกทั้งเงินซื้อและจำนวนหุ้นยังช่วยให้ย้อนตรวจที่มาของตัวเลขได้ ตามแนวทางใน คู่มือผู้ลงทุนฉบับลงทุนในหุ้นของ SET
สมมติคุณซื้อหุ้นบริษัท A ครั้งแรก 100 หุ้นที่ 10 บาท จ่ายค่าหุ้น 1,000 บาท แล้วซื้ออีก 300 หุ้นที่ 8 บาท จ่ายค่าหุ้น 2,400 บาท รวมใช้เงิน 3,400 บาท ได้ 400 หุ้น ราคาซื้อเฉลี่ยก่อนค่าใช้จ่ายจึงเท่ากับ 3,400 ÷ 400 = 8.50 บาทต่อหุ้น ไม่ใช่ 9 บาท
| รายการสมมติ | จำนวนหุ้น | ราคาต่อหุ้น | เงินซื้อก่อนค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| ซื้อครั้งแรก | 100 หุ้น | 10 บาท | 1,000 บาท |
| ซื้อครั้งถัดมา | 300 หุ้น | 8 บาท | 2,400 บาท |
| รวม | 400 หุ้น | เฉลี่ย 8.50 บาท | 3,400 บาท |
การเฉลี่ยแบบนี้ให้น้ำหนักตามจำนวนหุ้น ครั้งที่ซื้อ 300 หุ้นจึงมีผลต่อต้นทุนมากกว่าครั้งที่ซื้อ 100 หุ้น คุณใช้วิธีเดียวกันได้แม้มีหลายรายการ เพียงรวมยอดเงินซื้อทุกครั้งและรวมจำนวนหุ้นก่อนนำมาหาร ไม่ต้องไล่เฉลี่ยราคาทีละคู่ เพราะการนำค่าเฉลี่ยเก่าไปเฉลี่ยกับราคาใหม่โดยไม่ดูจำนวนหุ้นอาจทำให้คำตอบคลาดเคลื่อน
ตัวอย่างทั้งหมดในบทนี้เป็นตัวเลขสมมติ ไม่ใช่ราคาหุ้นหรืออัตราค่าบริการจริง
รวมค่าใช้จ่ายให้ครบก่อนเรียกว่าต้นทุนจริง
ค่าธรรมเนียมคือเงินที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจากการทำรายการ หากต้องการรู้ว่าใช้เงินไปเท่าไรจริง ให้รวมค่าใช้จ่ายฝั่งซื้อทั้งหมดที่แสดงในใบยืนยันรายการด้วย แล้วระบุไว้เสมอว่าตัวเลขเฉลี่ยของคุณรวมหรือไม่รวมส่วนนี้
ต่อจากหุ้นบริษัท A สมมติซื้อครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายรวม 12 บาท ครั้งถัดมามี 18 บาท เงินที่จ่ายจริงจึงเป็น 1,012 + 2,418 = 3,430 บาท เมื่อนำไปหารด้วย 400 หุ้น ต้นทุนเฉลี่ยรวมค่าใช้จ่ายฝั่งซื้อเท่ากับ 8.575 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ 8.58 บาทเมื่อแสดงสองตำแหน่งทศนิยม
ค่าหุ้นยังเป็น 3,400 บาทเท่าเดิม แต่เงินที่ออกจากบัญชีคือ 3,430 บาท
ถ้าคุณจดต้นทุน 8.575 บาทไว้แล้ว ก็ไม่ควรหักค่าใช้จ่ายฝั่งซื้อ 30 บาทซ้ำตอนคำนวณกำไร การเก็บต้นทุนรวม 3,430 บาทควบคู่กับจำนวน 400 หุ้นช่วยเลี่ยงปัญหาปัดเศษด้วย เพราะนำตัวเลขที่แสดงเป็น 8.58 บาทไปคูณ 400 จะได้ 3,432 บาท ซึ่งต่างจากยอดที่จ่ายจริง
ต้นทุนซื้อยังไม่ใช่ราคาขายที่ทำให้เสมอตัวพอดี เพราะฝั่งขายอาจมีค่าใช้จ่ายอีก ให้ใช้ใบยืนยันซื้อและข้อมูลค่าบริการของบัญชีตัวเองประกอบ อ่านวิธีคิดต่อได้ในบท คำนวณกำไรหุ้นให้ครบก่อนดูผลตอบแทน
ซื้อเพิ่มแล้วต้นทุนลด แต่เงินที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น
สมมติคุณมีหุ้นบริษัท B จำนวน 500 หุ้น ซื้อที่ 20 บาท ใช้เงิน 10,000 บาท ต่อมาราคาลดเหลือ 10 บาท คุณซื้อเพิ่มอีก 500 หุ้น ใช้เงินเพิ่ม 5,000 บาท จึงมี 1,000 หุ้นด้วยต้นทุน 15,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยลดเหลือ 15 บาทต่อหุ้น ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย
ที่ราคา 10 บาท หุ้นทั้งหมดมีมูลค่า 10,000 บาท ต่ำกว่าต้นทุน 5,000 บาท ขาดทุนจากราคาเป็นจำนวนบาทยังไม่หาย แม้เปอร์เซ็นต์ขาดทุนเทียบกับต้นทุนก้อนใหม่จะดูน้อยลง หากราคาลดต่อเหลือ 8 บาท มูลค่าหุ้นจะเหลือ 8,000 บาท และต่ำกว่าต้นทุน 7,000 บาท
ต้นทุนที่ต่ำลงไม่ได้ทำให้ธุรกิจดีขึ้น
ก่อนซื้อเพิ่ม ลองแยกคำถามออกจากกันให้ชัด คุณต้องการซื้อเพราะข้อมูลบริษัทใหม่ยังสนับสนุนเหตุผลเดิม หรือแค่อยากเห็นตัวเลขต้นทุนลดลง ถ้าบริษัทมีปัญหาที่คุณยังอธิบายไม่ได้ การใช้เงินเพิ่มเพื่อปรับตัวเลขบนหน้าจออาจทำให้เงินไปผูกกับปัญหาเดิมมากขึ้น การคำนวณนี้มีไว้ช่วยตรวจขนาดเงินลงทุน ไม่ใช่สัญญาณให้ซื้อเมื่อราคาลงทุกครั้ง
อีกกรณีหนึ่ง หากซื้อเพิ่มในราคาสูงกว่าต้นทุนเดิม ต้นทุนเฉลี่ยก็จะสูงขึ้นตามน้ำหนักของรายการใหม่ นั่นเป็นผลของเลขคำนวณ ไม่ได้บอกว่ารายการใหม่ถูกหรือผิด ต้องกลับไปดูเหตุผลและราคาที่คุณยอมจ่ายเช่นเดิม
ขายบางส่วนแล้ว ต้องรู้ว่าระบบตัดต้นทุนแบบไหน
สูตรรวมเงินซื้อทั้งหมดหารด้วยจำนวนหุ้นที่ซื้อทั้งหมดใช้ตรงไปตรงมาในตัวอย่างที่ยังไม่มีการขาย แต่เมื่อขายออกบางส่วน ระบบต้องกำหนดด้วยว่าจะนำต้นทุนของหุ้นชุดใดไปจับคู่กับหุ้นที่ขาย วิธีที่เลือกส่งผลต่อกำไรของรายการขายและต้นทุนของหุ้นที่ยังเหลือ
FIFO คือวิธีนำต้นทุนของหุ้นที่ซื้อก่อนมาใช้กับรายการขายก่อน ต่างจากวิธีถัวเฉลี่ยที่ใช้ต้นทุนเฉลี่ยของหุ้นก่อนขายเป็นฐาน ตัวอย่างข้างล่างมีไว้ให้เห็นความต่างของวิธีคำนวณ ไม่ได้แปลว่าผู้ใช้ทุกระบบเลือกสลับวิธีเองได้
สมมติซื้อ 100 หุ้นที่ 10 บาท แล้วซื้ออีก 100 หุ้นที่ 14 บาท ต้นทุนรวมคือ 2,400 บาท หรือเฉลี่ย 12 บาทต่อหุ้น จากนั้นขาย 100 หุ้นที่ 15 บาท ได้ 1,500 บาทก่อนค่าใช้จ่าย ถ้าคิดแบบถัวเฉลี่ย ต้นทุนหุ้นที่ขายคือ 1,200 บาท กำไร 300 บาท และหุ้นที่เหลือมีต้นทุน 1,200 บาท แต่ถ้าตัดหุ้นที่ซื้อก่อนออกก่อน ต้นทุนหุ้นที่ขายคือ 1,000 บาท กำไร 500 บาท และหุ้นที่เหลือมีต้นทุน 1,400 บาท
เงินซื้อและเงินขายจริงเหมือนกันทั้งสองวิธี สิ่งที่ต่างคือการแบ่งต้นทุนระหว่างส่วนที่ขายกับส่วนที่ยังถือ ถ้าราคาหุ้นที่เหลืออยู่ที่ 15 บาท วิธีถัวเฉลี่ยจะแสดงกำไรจากหุ้นที่ยังถือ 300 บาท ส่วนวิธีซื้อก่อนขายก่อนจะแสดง 100 บาท เมื่อนำกำไรจากขายมารวม ทั้งคู่ได้ 600 บาทก่อนค่าใช้จ่ายเท่ากัน
HoonHub ใช้วิธีซื้อก่อนขายก่อนในการคำนวณพอร์ต จึงไม่ควรนำตัวอย่างถัวเฉลี่ยหลังขายไปคาดว่าหน้าพอร์ตต้องได้ค่าเดียวกัน หากตัวเลขไม่ตรงกัน ให้ตรวจประวัติซื้อขาย วิธีตัดต้นทุน ค่าใช้จ่าย และการปัดเศษก่อน ส่วนความต่างระหว่างกำไรสองช่องอ่านต่อได้ในบท กำไรที่ยังไม่ขายกับกำไรจากขายแล้วต่างกันอย่างไร
ข้อควรระวังก่อนใช้ต้นทุนเฉลี่ยตัดสินใจ
- อย่านำราคาซื้อแต่ละครั้งมาบวกแล้วหารจำนวนครั้ง หากจำนวนหุ้นที่ซื้อไม่เท่ากัน
- ตรวจว่าต้นทุนรวมค่าใช้จ่ายฝั่งซื้อแล้วหรือยัง และอย่าหักรายการเดียวกันซ้ำ
- หลังขายบางส่วนให้ใช้ต้นทุนคงเหลือตามวิธีของระบบ ไม่หารยอดเงินซื้อสะสมด้วยหุ้นที่เหลือโดยตรง
- การซื้อเพิ่มทำให้ใช้เงินกับบริษัทเดิมมากขึ้น แม้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงก็ยังขาดทุนได้
- หากมีการเปลี่ยนจำนวนหุ้นจากสิทธิของผู้ถือหุ้น ต้องปรับข้อมูลให้ตรงกับรายการจริงก่อนคำนวณ
ตรวจแหล่งข้อมูลวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ตัวอย่างราคา จำนวนหุ้น และค่าใช้จ่ายเป็นตัวเลขสมมติ
สรุป
- ก่อนมีการขาย ต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับต้นทุนซื้อทั้งหมดหารด้วยจำนวนหุ้นที่ได้รับทั้งหมด
- จำนวนหุ้นของแต่ละรายการเป็นน้ำหนัก จึงไม่ควรเฉลี่ยเฉพาะราคาที่เห็น
- เก็บยอดต้นทุนรวมไว้ด้วย เพื่อไม่ให้การปัดเศษต่อหุ้นทำให้ยอดเงินเพี้ยน
- ซื้อเพิ่มแล้วต้นทุนลดไม่ได้แปลว่าขาดทุนเป็นบาทหายไปหรือความเสี่ยงลดลง
- หลังขายบางส่วน วิธีตัดต้นทุนมีผลต่อกำไรที่ขายแล้วและต้นทุนของหุ้นคงเหลือ
อ่านต่อ
- คำนวณกำไรหุ้นให้ครบทั้งราคาซื้อขายและค่าใช้จ่าย
- กำไรที่ยังไม่ขายกับกำไรจากขายแล้ว
- เข้าใจความเสี่ยงก่อนเพิ่มเงินลงทุน
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณบันทึกพอร์ตหุ้นไทยและดูต้นทุนจริงของทุกตัวที่ถืออยู่ เปิดดูข้อมูลและงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนได้ในหน้าเดียว และกลับมาติดตามหุ้นที่สนใจได้สะดวก


