
เปิดพอร์ตแล้วเห็นกำไร 2,000 บาท แต่ยังไม่เคยขายหุ้นเลยสักตัว ตัวเลขนั้นมาจากราคาที่ใช้ประเมินหุ้นในขณะนั้น ไม่ใช่เงิน 2,000 บาทที่แยกออกมาใช้ได้แล้ว หากราคาลดลงก่อนคุณขาย กำไรช่องนี้ก็ลดลงได้
ดูให้ชัดว่าตัวเลขมาจากหุ้นที่ยังถือ หรือรายการที่ขายสำเร็จแล้ว
กำไรที่ยังไม่ขายเปลี่ยนตามราคาของหุ้นที่คุณถือ
Unrealized หมายถึงกำไรหรือขาดทุนจากการประเมินหุ้นที่ยังถืออยู่เทียบกับต้นทุนของหุ้นนั้น ยังไม่มีรายการขายมาปิดส่วนต่าง ราคาที่ระบบนำมาใช้ประเมินจึงทำให้ตัวเลขเปลี่ยนได้ แนวคิดการแยกผลต่างของหุ้นคงเหลือมีอยู่ใน คู่มือผู้ลงทุนฉบับลงทุนในหุ้นของ SET
สมมติซื้อหุ้นบริษัท A จำนวน 1,000 หุ้นที่ 10 บาท ใช้เงิน 10,000 บาท เมื่อราคาที่ใช้ประเมินเป็น 12 บาท หุ้นมีมูลค่า 12,000 บาท จึงมีกำไรที่ยังไม่ขาย 2,000 บาท หากราคาลดเหลือ 9 บาท มูลค่าจะเหลือ 9,000 บาท และกลายเป็นขาดทุนที่ยังไม่ขาย 1,000 บาท ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย
| ราคาที่ใช้ประเมินหุ้นสมมติ | มูลค่า 1,000 หุ้น | ส่วนต่างจากต้นทุน 10,000 บาท |
|---|---|---|
| 12 บาท | 12,000 บาท | กำไร 2,000 บาท |
| 10 บาท | 10,000 บาท | เท่าทุนก่อนค่าใช้จ่าย |
| 9 บาท | 9,000 บาท | ขาดทุน 1,000 บาท |
คำว่า “ยังไม่ขาย” ไม่ได้ทำให้มูลค่าที่ลดลงไม่มีผลต่อคุณ หากต้องเปลี่ยนหุ้นเป็นเงินในช่วงที่ราคาต่ำลง คุณอาจได้เงินกลับน้อยกว่าที่จ่ายไป และไม่มีข้อรับประกันว่าราคาจะกลับมาถึงต้นทุนเดิม การบอกตัวเองว่าขาดทุนยังไม่เกิดจึงไม่ควรใช้แทนการกลับไปตรวจว่าบริษัทเปลี่ยนไปอย่างไร หรือเงินก้อนนั้นยังรับความเสียหายต่อได้หรือไม่
กำไรที่เห็นตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนได้เช่นกัน
กำไรจากขายแล้วคิดจากรายการที่ขายสำเร็จ
Realized หมายถึงกำไรหรือขาดทุนที่คำนวณจากหุ้นส่วนที่ขายสำเร็จแล้ว เทียบกับต้นทุนของหุ้นส่วนนั้น ในบทนี้เราใช้คำนี้กับส่วนต่างจากการขาย ส่วนเงินปันผลแยกไว้อีกหัวข้อ ตัวอย่างการบันทึกใน คู่มือผู้ลงทุนของ SET แสดงกำไรจากขายหุ้นแยกจากกำไรขาดทุนของหุ้นที่ยังถืออยู่เช่นกัน
จากตัวอย่างเดิม สมมติขายหุ้นบริษัท A จำนวน 400 หุ้นที่ 12 บาท ได้เงินขายก่อนค่าใช้จ่าย 4,800 บาท หุ้นส่วนนี้มีต้นทุน 4,000 บาท กำไรจากขายจึงเป็น 800 บาท ส่วนอีก 600 หุ้นที่ยังถือมีต้นทุน 6,000 บาท ถ้าราคาที่ประเมินยังเป็น 12 บาท จะมีกำไรที่ยังไม่ขายอีก 1,200 บาท
กำไรรวมก่อนค่าใช้จ่ายในขณะนั้นคือ 800 + 1,200 = 2,000 บาท ไม่ใช่ 800 + 2,000 บาท เพราะกำไรจากหุ้น 400 หุ้นที่ขายได้ย้ายออกจากกลุ่มที่ยังถือแล้ว
ถ้าราคาของหุ้นที่เหลือ 600 หุ้นลดเหลือ 9 บาท หุ้นส่วนนี้จะขาดทุน 600 บาท เมื่อรวมกำไรจากขาย 800 บาท ผลของทั้งชุดเหลือกำไร 200 บาทก่อนค่าใช้จ่าย คุณจึงไม่ควรเปิดดูเฉพาะช่องที่เป็นบวกแล้วใช้แทนผลการลงทุนทั้งหมด
หากซื้อหลายรอบในราคาไม่เท่ากัน ต้นทุนของส่วนที่ขายต้องอิงวิธีที่ระบบใช้ด้วย อ่านตัวอย่างในบท ต้นทุนเฉลี่ยหุ้นและวิธีตัดต้นทุนหลังขาย ส่วนการกดส่งคำสั่งอย่างเดียวยังไม่แปลว่าขายได้ ต้องตรวจจำนวนที่จับคู่สำเร็จจริง รวมถึงยอดเงินที่พร้อมถอนตามเงื่อนไขของบัญชี
ค่าใช้จ่ายทำให้กำไรจริงต่างจากส่วนต่างราคา
ค่าธรรมเนียมคือค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจากการทำรายการ บางหน้าจอรวมค่าใช้จ่ายไว้ในต้นทุนแล้ว บางหน้าจอแสดงส่วนต่างราคาก่อนค่าใช้จ่าย จึงต้องอ่านคำอธิบายช่องข้อมูลก่อนนำตัวเลขจากสองหน้าจอมาเทียบกัน
สมมติซื้อหุ้นบริษัท B ทั้งชุด จ่ายค่าหุ้น 5,000 บาทและค่าใช้จ่ายฝั่งซื้อ 20 บาท ต้นทุนจริงคือ 5,020 บาท ต่อมาขายทั้งหมดได้เงินก่อนหักค่าใช้จ่าย 5,500 บาท และมีค่าใช้จ่ายฝั่งขาย 22 บาท เงินรับจริงคือ 5,478 บาท กำไรจากรายการที่จบแล้วจึงเท่ากับ 5,478 − 5,020 = 458 บาท
ถ้าต้นทุนที่ระบบแสดงรวม 20 บาทไว้แล้ว อย่าหักเงินก้อนเดิมอีกครั้ง ส่วนกำไรของหุ้นที่ยังถืออาจยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายฝั่งขายที่ยังไม่เกิด ตัวเลขนั้นจึงไม่ใช่ยอดเงินรับจริงที่รับรองว่าจะได้เมื่อขายทั้งหมด
เก็บใบยืนยันรายการไว้ จะตามหาความต่างได้ง่ายกว่าคาดเดาจากยอดสีเขียวหรือสีแดง
เงินปันผลกับเงินฝากเพิ่มต้องแยกออกจากส่วนต่างราคา
เงินปันผลเป็นผลตอบแทนอีกส่วนหนึ่ง การดูเฉพาะกำไรจากราคาหุ้นอาจยังไม่รวมเงินที่ได้รับนี้ แต่ถ้าหน้าสรุปผลตอบแทนรวมนับเงินปันผลให้แล้ว ก็ไม่ควรบวกซ้ำอีกครั้ง รายละเอียดเรื่องสิทธิรับและยอดที่เข้าบัญชีอ่านได้ในบท เงินปันผลและสิทธิผู้ถือหุ้น
สมมติชุดหุ้นบริษัท B ข้างต้นทำกำไรหลังค่าใช้จ่าย 458 บาท และระหว่างถือคุณได้รับปันผลเข้าบัญชีจริง 90 บาท หากไม่มีผลตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายอื่น ผลรวมของชุดนี้คือ 548 บาท ข้อมูล 90 บาทเป็นยอดรับจริงในตัวอย่าง ไม่ใช่อัตราปันผลหรืออัตราภาษีมาตรฐาน
เงินที่คุณโอนเข้าบัญชีเพิ่มเป็นคนละเรื่อง สมมติมูลค่าพอร์ตต้นงวด 10,000 บาท คุณฝากเพิ่ม 3,000 บาท ปลายงวดพอร์ตมีมูลค่า 13,500 บาทและไม่ได้ถอนออก ส่วนที่เพิ่มจากการลงทุนคือ 500 บาท ไม่ใช่ 3,500 บาท ตัวอย่างนี้นับทั้งเงินสดและหุ้นที่เหลือในพอร์ต และไม่มีรายการอื่นนอกจากที่ระบุ
การคำนวณผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ยังต้องสนใจด้วยว่าฝากเพิ่มเมื่อไร เพราะเงินแต่ละก้อนอยู่ในพอร์ตนานไม่เท่ากัน อย่านำกำไร 500 บาทไปหารยอดใดก็ได้แล้วคิดว่าเทียบกับพอร์ตคนอื่นได้ตรง ๆ ในขั้นแรก แค่แยกเงินฝาก เงินถอน เงินปันผล และผลจากราคาหุ้นให้ครบ ก็ช่วยลดความสับสนได้มากแล้ว
อ่านสองช่องคู่กันก่อนตัดสินใจ
ลองจดภาพพอร์ตในวันที่คุณทบทวนโดยแยกหุ้นที่ขายแล้ว หุ้นที่ยังถือ เงินสด และเงินที่รับเพิ่มจากการลงทุน พร้อมวันที่ของราคาที่ใช้ประเมิน หากใช้ข้อมูลราคาคนละเวลา กำไรของหุ้นที่ยังถือย่อมไม่เท่ากัน แม้จำนวนหุ้นและต้นทุนจะตรงกันทั้งหมด
จากนั้นกลับไปดูเหตุผลของการถือหุ้นแต่ละตัว ผลที่ขายไปแล้วช่วยให้ทบทวนการตัดสินใจที่ผ่านมา ส่วนผลของหุ้นที่ยังถือช่วยให้เห็นเงินที่ยังรับความเสี่ยงอยู่ แต่ทั้งสองช่องไม่ได้ตัดสินใจซื้อขายครั้งถัดไปแทนคุณ การขายเพียงเพื่อให้ตัวเลขหนึ่งดูดีขึ้นโดยไม่ดูอีกช่องอาจทำให้คุณมองไม่เห็นผลรวมของเงินก้อนเดิม
ข้อควรระวังเวลาอ่านกำไรขาดทุน
- ขาดทุนที่ยังไม่ขายสะท้อนมูลค่าที่ลดลงจริง ณ ราคาที่ใช้ประเมิน อย่าคิดว่ารอแล้วจะคืนทุนแน่นอน
- หลังขายบางส่วน อย่านับกำไรของหุ้นส่วนนั้นซ้ำทั้งในยอดขายแล้วและยอดที่ยังถือ
- ตรวจว่าตัวเลขรวมค่าใช้จ่ายและเงินปันผลแล้วหรือยัง ก่อนนำมาบวกหรือลบเพิ่มเติม
- เงินฝากเพิ่มทำให้พอร์ตใหญ่ขึ้น แต่ไม่ใช่กำไรจากการลงทุน
- ราคาที่แสดงอาจต่างจากราคาที่ขายได้จริง และกำไรจากขายแล้วไม่ใช่ยอดเงินทั้งหมดที่ถอนใช้ได้ทันที
ตรวจแหล่งข้อมูลวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ตัวเลขและสถานการณ์คำนวณในบทความเป็นตัวอย่างสมมติ
สรุป
- กำไรขาดทุนที่ยังไม่ขายเปลี่ยนตามราคาประเมินของหุ้นที่ยังถือ
- กำไรขาดทุนจากขายแล้วใช้รายการที่ขายสำเร็จเทียบกับต้นทุนของส่วนที่ขาย
- ขายบางส่วนแล้วต้องแยกหุ้นที่ขายออกจากหุ้นที่เหลือ เพื่อไม่ให้นับกำไรซ้ำ
- รวมค่าใช้จ่ายและปันผลให้ครบตามขอบเขตตัวเลขที่กำลังดู
- แยกเงินฝากเพิ่มออกจากผลการลงทุน และดูสองช่องกำไรควบคู่กัน
อ่านต่อ
- ต้นทุนเฉลี่ยหุ้นเมื่อซื้อหลายรอบ
- คำนวณกำไรหุ้นหลังรวมค่าใช้จ่าย
- เงินปันผลและสิทธิของผู้ถือหุ้น
- ความเสี่ยงจากหุ้นที่มือใหม่ควรรู้
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณบันทึกพอร์ตหุ้นไทยและดูต้นทุนจริงของทุกตัวที่ถืออยู่ เปิดดูข้อมูลและงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนได้ในหน้าเดียว และกลับมาติดตามหุ้นที่สนใจได้สะดวก


